การเดินทางพิชิตภูเขาไฟไปได้ยากลำบาก

การเดินทางพิชิตภูเขาไฟไปได้ยากลำบาก

สำหรับสถานที่นี่ที่เป็นการเดินทางได้ยากมากที่สุดในโลกและเราทุกคนก็คงจะรู้ดีแล้วว่าในการเดินทางในสมัยนี้มันสะดวกรวดเร็วเราสามารถเดินทางไปได่ในทุกที่ที่เรานั้นอยากไปแต่ก็ยังมีบางจุดที่มนุษย์นั้นไม่สามารถนั้นเลยแล้วพวกคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าจุดที่มันเดินทางไปได้ยากมากที่สุดนั้นมันจะอยู่ที่ไหนกันแน่และถ้าเราจะเป็นคนที่เดินทางไปเปิดโลกใหม่นั้นพวกเราจะสามารถไปที่นั่นได้อย่างไรและวันนี้เรามาดูกันเลยว่าจะมีที่ไหนกันบ้าง

หากใครที่ได้มาถึงยังที่เกาะแห่งนี้สิ่งที่น่าท่าท้ายให้เหล่านั้นผจญภัยจะต้องเดินทางไปที่นั่นนั้นก็คือที่บนเกาะแห่งนี้จะมีภูเขาไปที่สูงที่สุดที่ได้ตั้งอยู่บนเกาะ ซึ่งมันมีความสูงมากถึง1850เมตรการที่จะขึ้นไปยังจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้นั้นมันทำได้ยากมากและก็แทบจะขึ้นไปไม่ได้เลยโดยในปี1960ชายคนแรกที่ขึ้นไปเหยียบจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้นั้น

เขาจะต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปเพื่อให้ขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ถึงจะสามารถไปถึงภูเขาที่นั่นได้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นยอดเขาที่อยู่ห่างไกลมากที่สุดในโลกแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นสถานที่ที่ไปได้ยากมาที่สุดในโลกซึ่งยังมีสถานที่ที่ไปได้ถึงยากกว่านี้อีกอย่างเช่นภูเขาไฟซิดนีย์มันเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในทวีปแอนตาร์กติกาแน่นอนแล้วว่าทวีปแอนตาร์กติกามันเป็นสถานที่ที่ไปได้ยากมากและในปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินใดจากที่ไหนบนโลกเปิดเส้นทางการเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ภูเขาไฟซิดนีย์ซึ่งได้ตั้งอยู่บนดินแดนที่ห่างไกลในทวีปแอนตาร์กติกานั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเรียกว่าMarie Byrd Land มันเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอ้างสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของในปัจจุบันที่นี่มีลักษณะค้างๆกับดวงจันทร์

ซึ่งภูเขาไฟลูกนี้มีความสูงมากถึง4,285เมตรภูเขาไฟลูกนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี1934 ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครสามารถที่จะปีนไปถึงจุดสูงสุดได้จนกระทั่งในปี1990ได้มีนักเดินทางเพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปจุดสูงสุดของยอดเขาดูตั้งแต่ในปี2010มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปยังยอดเขาตรงนี้ได้แล้วถ้าหากพูดถึงภูเขาที่สูงที่สุดในโลกแล้วเราคงจะต้องนึกถึงยอดเขายอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งมันตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนประเทศเนปาลและจีน และงจึงเป็นที่ทราบกันดีว่าการเดินทางไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขานี้มันทำได้ยากมากๆมันมีความสูงถึง8,878เมตรและมีผู้ที่สามารถพิชิตเขาลูกนี้ได้เพียง4,000คนเท่านั้น

หมู่เกาะที่ใช้ทำการทอลองยิงนิวเคลียร์

ขึ้งชื่อว่ามนุษย์ย่อมอยู่ในการทำลายลล้างอยู่แล้วและหนึ่งในอาวุธที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์นั้นได้เคยสร้างมาก็คือนิวเคลียร์แม้ว่าจุดเริ่มต้นเจตนาอาจจะเพิ่มความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อความสันติหรือว่าเพื่อปราบก็อตซิลล่านั่นก็แล้วแต่ทุกคนจะใช้วิจารณญาณแต่เศษซากของสถานที่ที่ใช้ทดลองนิวเคลียร์เหล่านี้ก็ยังคงอยู่ให้เราได้เรียนรู้ในอดีตกันบางบางที่ก็กลายเป็ฯที่เที่ยวยอดนิยมแต่บางที่ก็กลายเป็นเขตต้องห้ามที่ไร้ผู้คนเดี๋ยวเรามาดูจุดทดลองนิวเคลียร์ในอดีตจากรอบโลกมันจะมีที่ไหรกันบ้างและสภาพนั้นในตอนนี้มันจะเป็นอย่างไรมาดูกันเลย

เกาะปะการัง บิกินี่ หมู่เกาะมาร์แชล

ที่นี่ได้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำการทดลองนิวเคลียร์ที่เป็นที่รู้จัดกันมากที่สุดในโลกเพราะได้เป็นที่แรกๆที่ได้มีการเผยแพร่ภาพในการทดลองออกสู่สาธารณะอยู่ในระหว่างฮาวายและออสเตรียร์แต่เดิมนั้นได้เป็นเกาะปะการังที่สวยงามและยังได้มีผู้คนอาศัยอยู่แต่ในปี คศ1945 กองทัพสหรัฐก็ได้เลือกสถานที่ตรงนี้เป็นการทดลองปรมาณูโดยอพยพผู้คนออกมาจนหมดและใช้เป็นที่ทดลองอยู่ประมาณ12ปียิงปรมาณูไปทั้งหมด23ลูกผลจากการทดลองบนเกาะนี้ที่เป็นต้นแบบได้การใช้ระเบิดปรมาณูที่ใช้ในเมืองฮิโรชิม่า

และเมืองนางาซากิจนกระทั่งปี คศ1957เกาะนี้ได้ถูกประกาสให้เป็นเขตปลอดภัยจากกัมมันตรังสีแต่ทว่าถูกยิงจนพังขนาดนี้ก็คงไม่มีใครที่อยากจะกลับมาอาศัยอยู่อีกแล้วปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำยอดนิยมไปแล้วรวมไปถึงยังได้ใช้ให้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ในเรื่องต่างๆแต่ที่เด่นมากที่สุดก็น่าจะเป็นที่ได้ถูกกล่าวในเรื่องของก็อตซิลล่าด้วยว่าสาเหตุที่แท้จริงแล้วในการยิงนิวเคลียร์ในที่เกาะแห่งนี้เพื่อที่จะได้จัดการกับบางสิ่งบางอย่างนั้นเอง

โดมกระบองเพชร หมู่เกาะมาร์แชล 

ต่อเนื่องจากการทดลองในแถบในหมู่เกาะมาแชลและโดยบริเวณไกล้เคียงบริเวณแปซิฟิกตอนใต้ที่ได้ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานเป็นสิบปีแถบนั้นจึงเต็มไปด้วยของซากสิ่งที่ตกค้างที่ปนเปื้อนรังสีช่วงปลายยุคสงครามเย็นประมาณปี คศ1970 กองทัพสหรัฐจึงได้เริ่มเข้ามาเก็บกวาดและได้นำเศษซากไปฝังเอาไปที่บริเวณหลุมที่เกิดจากการทดลองนิวเคลียร์เส้นผ่าศูนย์กลาง106เมตรเสร็จแล้วจึงได้สร้างโดรมคอนกรีตควบทับเอาไว้ถึงแม้จะมีป้ายเตือนให้ระวังการปนเปื้อนปักไว้มันก็ไม่อาจห้ามให้ผู้คนที่สนใจหลุมนิวเคลียร์เข้ามาชมในความแปลกตาของที่นี้ได้ถึงแม้จะมีประกาสอย่างไรก็ไม่อาจห้ามได้อยู่ดี

 

สนับสนุนโดย  rb88

ยานพาหนะที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญในสมัยสงครามโลกครั้งที่2

หลายคนก็อาจจะไม่รู้ว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่2นั้นรถถังและเรือรบหลายชนิดต่างก้ได้ถูกทำลายลงใต้ท้องทะเลหรือไม่ก็สามารถพบเจอได้อีกแต่ในระยะหนึ่งมันก็ได้ถูกปรากฏขึ้นมาโยบังเอิญ

UB ll submarine เรือดำน้ำยูบี2

ของกองทัพเยรมันที่ได้ใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่1ได้ถูกสร้างขึ้นในปี1915และ1916โดยสามารถดำน้ำลึกได้เพียง50เมตรเท่านั้นในเดือนกันยายนในปี2017เรือดำน้ำยูบี2ได้ถูกค้นพบในบรเวณนอกชายฝั่งเบลเยียมและได้จมอยู่ในระดับความลึดเพียงแค่30เมตรเท่านั้นจากใต้ผิวน้ำถึงแม้ว่าเรือดำน้ำลำนี้จะยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีแต่ดดยบริเวณด้านบนและบริเวณหัวเรือกลับได้รับความสียหายมากที่สุดอีกั้งช่องทางออกยังได้ถูกปิดสนิดอีกด้วยเรือดำน้ำลำนี้ยังเคยถูกคิดว่าได้จมอยู่ในระดับความลึกเป็นกิโลเมตรอีกทั้งส่วนต่างๆยังคงอยู่ในสภาพที่ยังคงสมบูรณ์จนสามารถที่จะมองเห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

รถถังวาเลนไทน์สมัยสงครามโลกครั้งที่2

รถถังทรงราบnk3วาเลนไทน์ถือเป็นรถถังของประเทศอังกฤษที่ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2มากกว่า8พันคันในระหว่างปี1940ถึง1944ได้ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทซึ่งได้มีความแข็งแกร่งอย่างหน้าเชื่อถือละหนึ่งในรถถังเหล่านี้ได้ถูกค้นพบโดยบริเวที่ราบลุ่มไกล้กับแม่น้ำวอท่าบริเวณทางตะวันตกของประเทศโปรแลนด์โดยคาดว่ารถถังคันนี้อาจจะพยายามที่จะข้ามแม่น้ำแต่ดันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งจึงได้ทำให้ถูกตกลงไปในแม่น้ำ

ในขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ไปยังกรุงเบอร์ลินของกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตเพื่อที่จะโจมตีกองทัพเยรมันในทางทิศตะวันออกในปี1945ในการนำรถถังคันี้ขึ้นมาเป็นด้วยความยากลำบากและจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์หนักอยู่หลายชิ้นในการที่จะนำรถถังขึ้นมาอีกทั้งสภาพของรถถังคันนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีจนหน้าแปลกใจโดยโครและตะกอนจากแม่น้ำได้ช่วยปกป้องป้ายและวันที่ในการผลิตได้เป็นอย่างดีจากนั้นในปี2000รถถังค้นนี้ก็ได้ถูกส่งไปยังสหภาพโซเวียตในสถานนะส่วนหนึ่งของสงครามของตะวันตกในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2นั้นเอง

เรือรบมูซาชิและเรือรบยาโมโตะสัญชาติญี่ปุ่น

นี้เป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดที่ได้ถูกสร้างขึ้นและยังเชื่อว่าเรือรบทั้งสองลำนี้จะไม่มีวันถูกทำลายลงได้แต่ในวันที่24ตุลาคมในปี1944เรือรบมูซาชิถูกทำลายและจมลงสู่กั้นทะเลชิบูย่าในระดับความลึก914เมตรจากระเบิดจำนวน17ลูกและจรวดตอปิโต19ลูกต้องใช้อาวุธทำลายล้างสูงในการถล่มให้ลงสู่ท้องทะเลจนสื่อของอเมริกาได้พากันยกย่องเรือลำนี้ว่าราชาแห่งเรือรบเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  nowbet

สิ่งก่อสร้างที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ถึงทุกวันนี้?

เราหาทางจนรู้วิถีการที่โลกหมุนรอบตัวเราสิ่งที่หน้าสนใจก็คือความรู้นี้นั้นมาจากการเรียนรู้ทดลองและผิดพลาดมากกว่าพันธ์ปีแต่อย่างไรก็ตามเรายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่มีทางรู้และนี่ก็คือสิ่งที่ได้ถูกก่อสร้างขึ้นทั่วโลกที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้

Longyou Caves 

การค้นพบที่ดีบางครั้งเกิดขึ้นจากความบังเอิญในเมืองซูโจวประเทศจีน ที่หมู่บ้านรองยู ถ้ำ Longyou ถูกค้นพบในตอนที่สูบน้ำออกจากบ่อในปี 1992บ่อน้ำมากมายในบริเวณนั้นได้ถูกสูบน้ำออกและชาวบ้านในระแวกนั้นได้เข้ามาเห็นก็ถึงกับตกใจเมื่อได้เข้ามาพบว่ามันได้มีถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้นั้นรวมไปถึงในถ้ำมีการแกะสลักด้วยมือถึง24ถ้ำถึงแม้จะเป็นถ้ำที่แยกตัวกันแต่ละถ้ำนั้นก็แบ่งด้วยผนังกำแพงบางๆเท่านั้นภายในถ้ำนั้นได้มีความลึกลงไปประมาณ30เมตร

และยังได้ปกคุมไปด้วยลายเส้นและสัญลักษณ์แกะสลักมากมายหากเราย้อนกับไปในปี200คริสตศักราชสัญลักษณ์และการแกะสลักถูกเขียนด้วยวิธีที่แปลกประหลาดหมายความว่ายังต้องใช้เวลาเพื่อถอดคำโบราณอีกต่อไปและยังไม่ได้พบอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้ในการแกะสลักเลยสักชิ้น แต่ซึ่งที่ทำให้ภายในถ้ำนี้ดูลึกลับไปกว่าเดิมก็คือ มันไม่มีการจดบันทึกประวัติการเกิดของภายในถ้ำแห่งนี้เลย หรือในบางทีมันก็อาจจะมีแหล่งอารยธรรมใดอาศัยอยู่ที่นี่และจะต้องการปกป้องจากโลกภายนอกเป็นอย่างมากจนต้องหลบหนีจากผู้คนที่ได้อาศัยอยู่โดยรอบนั้นเอง

Lalibela ChUrches

จะเป็นอย่างไรถ้าสิ่งก่อสร้างแห่งนี้นำพาโบสถ์มาให้กับประวัติศาสตร์สนา เอธิโอเปีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้มีศาสตร์สนาคิดที่เก่าแก่มากที่สุดในโลกสำหรับในการถูกค้นพบในครั้งนี้ Lalibela ChUrches หรือนี่ว่าจะเป็นหลักฐานสำหรับการยื่นยันคำกล่าวอ้างส่วนนี้ได้ มีคริสต์ศาสนิกชนได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 330 และ โบสถ์ที่สลักไปด้วยหิน Lalibela ChUrchesก็ได้มีอายุที่จะย้อนไปถึงในสมัยในยุคกลางสำหรับโบสถ์ในแต่ละหลังนั้นก็ได้อยู่ลึกลงไปภายใต้ในพื้นดิน131ถึง146เมตร

จะมีทั้งหมด11หลังและก็ยังคงสร้างความฉงนให้กับโลกอยู่ถึงในทุกวันนี้และภายในในแต่ละหลังนั้นยังมีความโล่งกวงอีกทั้งภายในตัวกำแพงนั้นก็ยังมีการแกะสลักไปด้วยรูปไม้กางเขนเพื่อที่จะทำให้มันได้มีแสงสว่างนั้นได้ส่องเข้ามาอีกทั้งโครงสร้างเหล่านี้ยังมีความสลับซับซ้อนอยู่อีกทั้งยังมีการก่อสร้างที่มันไม่ได้ง่ายเลยสะจริงๆแต่ก็ยังไม่รู้ที่แน่นชัดว่าใครกันที่เป็นคนสร้างโบสถ์เหล่านี้ขึ้นมา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  sagame

อาหรับ และ อิสราเอล

การสู้รบ6วันของ อาหรับ และ อิสราเอล

ในวันที่22พฤศจิกายนได้มีการออกข้อมติข้อที่242ได้เรียกร้องให้ อิสราเอล ถอนทหารออกจากดินแดนที่ยึดครองและให้นายโมเช่ ดายาน รองเอกราชของอิสราเอลเพื่อที่เป็นการแลกเปลี่ยนและให้หลักประกันความสงบในเขตแนวพรมแดนเป็นการตอบแทนแต่เหตุการณ์นั้นมันก็ไม่ได้เป็นไปตามแบบอย่างข้อมติที่242ไม่ทางด้านฝ่าย อาหรับ และ ทางฝ่าย ปาเลสไตน์ก็ยังคงได้ประกาสที่จะต้องการรบกับอิสราเอลต่อไป ในขณะที่ทางด้านฝ่ายของอิสราเอลเองก็ยังไม่ยอมคือดินแดนที่ได้ยึดครองมาภายใต้บรรยากาศที่ยังไม่ได้เลิกเป็นศัตรูกัน

ด้วยเหตุการณ์นี้การโจมตีด้วยการก่อการร้ายและในความตอบโต้ก็ยังคงจะมีอีกต่อไป อิสราเอล กับ อียิปต์ ก็ยังคงยิงปืนใหญ่ให้พลแม่นปืนหรือโจมตีทางอากาศต่อกันเป็นครั้งเป็นคราวและในต่อมาอีกหลายปีแต่ถึงอย่างไรถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงกันแล้วแต่สถานการทางภูมิภาคก็ยังมีท่าทีที่เปราะบางมากนอกจากนี้ทางด้าน อิสราเอล นั้นก็ได้เสริมความมั่นคงในดนอดนที่ได้ยึดครองมาด้วยและในการขยายขอบเขตของแนวป้องกันจนไปถึงขอบเขตของประเทศอาหรับทั้งใน sinai Peninsuia  และที่ราบสูงอย่าง Golan Heights มีป้อมค่ายที่แข็งแรง

และทางด้าน อิสราเอล ก็ยังประกาสอย่างมั่นใจว่าจะเก็บเยรูซาเล็มเอาไว้เพื่อเป็นเมืองหลวงไปชั่วนิรันดร์ที่ไม่สามารถจะแบ่งแยกได้ของตน ซึ่งก็ได้สร้างความโมโหอย่างหนักให้กลับทางด้านฝ่ายของอาหรับจนกระทั่งต้องนำไปสู่สงครามกันอีกครั้งเมื่อในปี1973นั้นถึงแม้จะไม่มีผลงานที่จะปรากฏขึ้นในตอนนั้นแต่อย่างไรมันก็มีข้อมติที่242จากนั้นก็ได้วางลากฐานนั้นเอาไว้ให้กับกระบวนการของสันติภาพและ ซึ่งมันก็จะค่อยจะมาเป็นรูปเป็นร่างในช่วงของศตวรรษที่1970

และจากเหตุการณ์เราก็สามาราถที่จะสรุปได้แล้วว่าสาเหตุที่จะทำให้กลุ่มประเทศชาติอาหรับนั้นอับอายขายขี่นาก็เพราะว่าได้เข้ารวมกลุ่มกันประมาณ5ชาติหรือ5ประเทศชาติด้วยกัน ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะจะรุกโจมตีทางประเทศชาติ อิสราเอล แค่เพียงกลุ่มเดียวโดยที่ประเทษชาติ อิสราเอล นั้นไม่มีประเทศไหนเลนที่จะเข้ารวมโจมตีศึกในครั้งนี้ด้วย แต่ถึงอย่างไร ซึ่งผลก็ได้ปรากฏออกมาว่าทางด้านกลุ่มของประเทศ อาหรับ นั้นก็ได้พ่ายแพ้อย่างไม่เป็นชิ้นเป็นอันพ่ายแพ้อย่างย่อยยับแบบว่าชนิดที่บอกได้เลยว่าสู้ประเทศอิสราเอลไม่ได้เลยสักนิดเดียวทั้งที่ที่ทางฝ่ายประเทศอาหรับนั้น

ก็มีกำลังพลกำลังทหารที่เยอะกว่ามีอาวุธที่ทันสมัยกว่าแต่กลับว่าด้วยความที่ อิสราเอล นั้นจะมีความฉลาดมากว่าซึ่งได้ชิงโจมตีก่อนและได้ชิงทำลายสิ่งที่สำคัญของข้าศึกก่อนซึ่งก็ทำให้ตัดกำลังออกไปได้ก็เลยทำให้ อิสราเอล นั้นกำชัยมีความได้เปรียดเหนือกว่ากลุ่ม อาหรับ ทั้ง 4 5 ประเทศซึ่งผลที่ออกมาก็คือประเทศ อิสราเอล เป็นฝ่ายชนะ

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนเหล่านี้โดย  BK8

สงครามระหว่างอิรักกับประเทศคูเวต

ไฟไหม้ที่บ่อน้ำมันที่คูเวต 

ในสงครามเริ่มต้นของสงครามที่เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2534มันเป็นเวลาถึง1ปีด้วยกันที่สงครามอ่าวได้มีการเริ่มขึ้นในช่วงหลังๆที่สงครามอิรักได้ส่งคนเข้าไปก่อกวนประเทศคูเวตพวกเขาก็ได้อ้างว่าคูเวตนั้นเป็นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้โดยที่คูเวตนั้นเจาะท่อลอดข้ามพรมแดนเข้าไปที่ทุ่งน้ำมันของรูมาเลียประเทศอิรักและด้วยความที่อิรักนั้นเป็นหนี้มหาสารบวกกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเข้าไปอีกโดยส่วนใหญ่แล้วประเทศอิรักเป็นหนี้ซาอุกับคูเวตก่อนที่อิรักจะกดดันให้สองประเทศนี้ยกหนี้ให้ทั้งหมดสะ

และเมื่อทั้งสงประเทศนี้ได้บอกปฏิเสธไปอิรักก็เลยกล่าวหาคูเวตว่าคูเวตผลิตน้ำในโคต้าของเอเปกมันก็เลยทำให่น้ำมันโลกนั้นได้ลงเหวก่อนที่จะส่งผลให้ประเทศอิรักประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเข้าไปอีกและได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆก่อนที่จะส่งทหารเข้าไปโจมตีคูเวตเพื่อที่จะยึดครองไปเองเพราะว่าอิรักเขาได้อ้างว่าในครั้งหนึ่งคูเวตนั้นได้เคยเป็นของอิรักมาก่อนเพราะหลังที่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี2475ทีนี้หลังจากที่ได้เสร็จสิ้น

จากสงครามโลกครั้งที่1อังฤกษก็เลยก่อตั้งคูเวตขึ้นมาใหม่มันก็เลยทำให้อิรักคิดว่าคูเวตเป็นผลผลิตจากรัฐจักรวรรดินิยมประเทศอังกฤษก่อนที่ประเทอังกฤษจะเขียนเขตพรมแดนของคูเวตขึ้นมาใหม่โดยท่พวกเขานั้นยังคงระวังทางออกทางทะเลของประเทศอิรักแบบอย่างระวังดังนั้นอิรักก่อเลยไม่ยอมรับที่พรมแดนอังกฤษที่ได้เขียนเอาไว้ให้กับอังกฤษแน่นอนแล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อที่จะไม่ให้มันเกิดสงครามเขาก็พยายามเข้าไปเจรจาเป็นมันก็เป็นระยะเวลาที่นานสุดๆที่ได้เข้าไปเจรจา

ก่อนที่อิรักนั้นจะทนไม่ไว้กับเรื่องทั้งหมดเขาก็เลยได้ส่งทหารเข้าไปในประเทศคูเวตกว่า30,000คนและในช่วงเวลานั้นเองCIAก็ได้รู้แบบพอดีเขาก็เลยได้แจ้งข่าวให้กับฝ่ายพันธมิตรของตัวเองก่อนที่เรือรบมหาสารของสหรัสอเมริกาจะเข้าไปปิดอ่าวเปอร์เซียและคอยบอกให้ระวังแต่ถึงอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าประเทศคูเวตกับประเทศอิรักได้มีการเข้าไปเจรจากันแล้ว

แต่ก็ไม่เป็นผลทำให้การเจรจรครั้งนี้ล้มเหลวเมื่อวันที่31กรกฎาคม ในปีพ..2533ซึ่งในภายหลังจากทางชาติพันธมิตรอาหรับกับประเทศอิรักได้เปิดฉากกันไปแล้วนั้นทางประเทศอิรักเองก็ต่อสู้ไม่ไหวและก่อนที่อิรักนั้นจะถอยออกมาจากประเทศคูเวตอิรักนั้นก็ได้มีการวางยาที่ประเทศคูเวตเอาไว้ด้วยการเผาบ่อน้ำมันในประเทศคูเวตกว่า700บ่อซึ่งเป็นการวางเพลิงในวันที่23มกราคมปี2534น้ำมันดิบที่อยู่ในบ่อประมาณ4ร้อยล้านแกลลอนก็ได้โพยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราว  dewabet

เขรมแดงได้ปกครองแผ่นดินกัมพูชา

เขรมแดงได้ปกครองแผ่นดินกัมพูชาจากฝีมือ เขียวสัมพัน และ พล พต

ในปีคริสตศักราช1975และเป็นปีที่เริ่มเปิดฉากความหายะนะครั้งมโอฬารที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เขรมทันทีที่เขรมแดงได้ครองแผ่นดินกัมพูชาชีวิตของผู้คนพลเมืองก็ตกอยู่ในชะตากรรมเลวร้ายทันทีเพราะผู้นำสูงสุดของเขรมแดงนั้นก็คือ   เขียวสัมพัน ไม่รอช้าที่จะทดลองนำเอาทิศดีที่เขานั้นได้ใฝ่ฝันมานานนับตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาที่กรุงปารีสของฝรั่งเศษออกมาแกะกล่องใช้ทันทีเช่นเดียวกันกับ พล พต ซึ่งเป็นเพื่อนคู่คิดร่วมอุดมการณ์เดียวกันก็กระตือรือร้นที่จะทำตามทิศดีอย่างเร่งด่วนเพราะมองเห็นภาพความเจริญในรูปแบบที่ตัวเองคิดอยู่ลางๆข้างหน้าแท้ที่จริงแล้วมันคือเมฆหมอกของกองกระดูกและกระโหลกของมนุษย์ผู้บริสุทธิ์จำนวนนับล้านที่ต้องผากันสังเวยให้กับความเชื่อมั่นของสองนักเรียนนอกอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

และผู้ที่มีอำนาจเต็มในการสั่งการให้ประชาชนเขรมทั่วประเทศปติบัติตามทิศดีนั่นก็คือ  พล พต เป็นเรื่องที่หน้าอนาจที่ พล พต นั้นสั่งการให้ประชาชนกัมพูชาทั่วประเทศทิ้งบ้านทิ้งทรัพย์สินและจะต้องพากจากคนที่รักในครบครัวของตนเองเพื่อมุ่งหน้าไปทำงานให้กับเขรมแดงทันทีที่มีคำสั่งออกไปไม่ว่าคนแก่เด็กเล็กผู้ใหญ่คนหนุ่มคนสาวคนพิการหรือผู้ผู้ดอยโอกาสทั้งหลายลวดแล้วแต่ไม่มีข้อยกเว้นทุกคนต้องระทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องตามคำสั่งของเขรมแดงจากนั้นก็เดินทางไปยันแค้มทำงานตามจุดต่างๆทั่วประเทศ

คงไม่ต้องสงสัยว่าจะมีการต่อต้านหรือไม่เรื่องแบบนี้คำบอกนั้นจะแนกระสุนปืนการทุบตีการการทารุณกรรมการคุกคามทางเพศตลอดจนการสังหารอย่างเลือดเย็นให้เห็นกันชินตาแม้เป็นเพียงการตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นคนที่ตั้งคำถามก็ถูกนำตัวไปทรมานหรือไม่ก็ทุบตีจนบาดเจ็บหรือบางครั้งก็ถูกยิงทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างชนิดที่ไม่ต้องมีการอุทธรณ์ปริมาณคนเจ็บและคนที่ถูกสังหารพุ่งขึ้นมาทุกวัน  

เขียวสัมพัน  นั้นได้วางนโยบายให้ชาวเขรมทุกคนต้องระทิ้งถิ่นสถานบ้านช่องปละไปทำงานให้กับ คอมมูน หรือหน่วยกลางซึ่งมีจำนวนคอมมูนละ10,000คนการทำงานก็คือการใช้แรงงานกลางทุ่งนาจากนั้นก็ให้ทุกคนปลูกข้าวทำไร้หรือทำการเกษตรตามที่ระบุเอาไว้แต่ทุกงานที่ทำนั้นลวนแต่เป็นแรงงานที่จะตองใช้แรงงานกันกลางแดดกลางทุ่งทั้งสิ้นคยป่วยคนท้องคนแก่และเด็กที่พึ้วคลอดออกมาใหม่ๆลวนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีอัตตราการตายสูงมากเพราะร่างกายอ่อนเพลียไม่สามารถทนทำงานกลางแดดได้หรือบางทีแม้แต่ผู้ญิงที่พึ้งคลอดใหม่ๆก็ยังจะต้องออกไปทำงานที่กลางทุ่ง

ประวัติศาสตร์ยึดครองอำนาจ

การเปิดฉากยึดครองอำนาจจาก เขียวสำพันธุ์ที่ได้รัยการสนับสนุนจาก จีนใหญ่

ในความเป็นหนุ่มที่อยากเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้าในแบบที่พวกเขานั้นต้องการหรือตามที่ได้วางทัศดีเอาไว้และเขานั้นก็ได้เห็นค้อยตามเขียวสำพันธุ์แถบทุกประเด็น ทัศดีของเขียวสำพันธุ์คือ รบล้างกฎเกณฑ์ และเรื่องราวทุกอย่างที่ชาติตะวันตกเคยวางลากฐานปกครองกัมพูชาเอาไว้รวมทั้งยุติการแสวงหาผลประโยช์นในทุกทางกัมพูชาจะเจริญรุ่งเรืองถ้าปกครองประเทศในรูปแบบของชนบทนั่นกก็คือไม่มีเมืองใหญ่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีการใช้ระบบเงินตรา

และไม่ต้องการให้ศึกษากับประชาชนเจอเห็นได้ว่าทัศดีของเขียวสำพันธุ์นั้นเป็นทัศดีที่สุดโต่งคอมนิสยิ่งกว่าคอมนิสรวมทั้งเป็นทัศดีที่แปลกระดับที่หาความเจริญใส่ประเทศไม่ได้แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ก่อกำเนิดจากความคิดของคนหนุ่มชาวเขรมในช่วงยุคศตวรรษที่50

ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคที่นิยมซ้ายไปจากหนุ่มๆนักเรียนนอกเขรมโดยแท้เมื่อทัศดีของเขียวสำพันธุ์ส่อเคาความเป็นจริงเรื่องทัศดีการปกครองประเทศคนหนุ่มอย่างเขียวสำพันธุ์ในยุคศตวรรษที่50นั้นมันเป็ยเพียงแค่ลมปากถ้าหากว่าเขียวสำพันธุ์ไม่มีโอกาสได้พบปะกับ พล พต อีกครั้งในเขรมเมื่อมีการสารต่อระบบความคิดครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งสองเห็นทางที่จะสานฝันในด้านการเปลี่ยนแปรงการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ในขณะนั้นให้เป็นไปตามรูปแบบที่ต้องการตามที่ได้เคยพูดถึงเอาไว้เมื่อคาวได้สัมมนากันที่ฝรั่งเศษ

โดยการหาผู้สนับสนุนอย่างจริงจังเมื่อคิดอยากจะเป็นซ้ายสุดอย่างนั้นแล้วจะมีใครเหล่าที่จะสนับสนุนพวกเขาได้ดีเท่ากับจีนแดงหรือจีนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ทางฝังคอมนิสเต็มตัวทั้งสองไม่ผิดหวังเมื่อได้รับการหช่วยเหลือจากพรรคคอมนิสจีนอย่างเต็มตัวและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกวิถีทางเพราะระยะนั้นจีนแดงต้องการหาสมัครพวกให้ได้มากที่สุด พล พต และเขียวสำพันธุ์กับพลพรรคที่มีความคิดในแนวเดียวกันได้เปิดฉากสู่รบกับกองกำลังปกครองประเทศของกัมพูชาในรูปแบบกองโจนมานานหลายปีเมื่อจะเป็นการสู้รบที่บางครั้งก็จะดูเหมือนจะไม่มีความหวัง

แต่ท้ายที่สุดเมื่อรัฐบาลกัมพูชาได้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆฝ่ายกองกำลังจากเขียวสำพันธุ์ก็สามารถเปิดล้อมรัฐบาลของประธานาธิบดีลอนดอนได้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของจีนแผ่นดินใหญ่นั้นมีส่วนเป็นอย่างมากในการกำชัยชนะและทำให้กรุงพนมเปญซึ่งเป็นเมืองหลวงของกัมพูชามีธงของพรรคเขรมแดงปักอยู่ทั่วไปนั่นหมายถึงชัยชนะของเขียวสำพันธุ์และพล พตปีนั้นเป็นปีคริสตศักราช1975และเป็นปีที่เริ่มเปิดศึกความหายณะครั้งมโอลานที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เขรม

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศ

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศเป็นฝีมือของสองนักศึกษา

ปัจจุบันถ้าเอิญถึงทุ่งสังหาร หากแต่ทุ่งสังหารนั้นเป็นเรื่องจริงที่ชาวเขรมได้ตายลงเป้นจำนวนหลายจุดหลายตำแหน่งบนแผ่นดินเขรมหรือกัมพูชาจำนวนศพที่ได้หากันตายไปทั่วทุ่งสังหารนั้นหลายต่อหลายจุดกระจายไปทั่วกัมพูชานั้นมียอดรวมสูงมากมายเป็นประวัติการถึงกว่า2,000,000และเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์สังหารโหดเหลือเชื่อที่ได้เกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษย์จริงๆในช่วงปีคริสตศักราช1975ถึงปีคริสตศักราช1979โดยที่ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของการกระทำของเขรมแดงผู้ที่ทำการสังหารโหดนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นผู้นำของเขนรมแดงทั้งสิ้นแต่ผู้ที่มีอำนาจสั่งการสังหารอย่างแท้จริงนั้นก็คือ พล พต

 

  ซึ่งรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในช่วงของปีดังกล่าวส่วนผู้ที่รู้เห็นและทำหน้าที่เป็นหัวหน้าใหญ่หรือประธานใหญ่ในเขรมแดงในเวลานั้นก็คือเขียวสัมพันซึ่งไม่อาจปฏิเสธการู้เห็นความตายของชาวเขรมผู้บริสุทธิ์ถึง3,000,000คนไปได้เป็นเรื่องที่หน้าเศร้าใจที่เห็นตัวเลขระดับล้างเผ่าพันธุ์ไปอย่างมากมายถึงระดับล้านเช่นนั้น

 

แต่ยิ่งหน้ารันทศเข้าไปอีกเมื่อรับรู้ว่าเวลาดั่งกล่าวนั้นมีประชาชนชาวกัมพูชทั้งประเทศในราว9,000,000คนเท่านั้นเมื่อนับจำนวนผู้ตายที่มีมากมายกว่า2,000,000คนเอาไปเปรียบเทียบทำให้โลกหดหู่เมื่อรับรู้ว่าความตายจากน้ำมือเขรมนั้นแถบจะทำให้คนมากมายราวเกือบครึ่งประเทศต้องสิ้นรมในช่วงเวลาเพียงแค่4ปีที่เขรมแดงมีอำนาจครองประเทศเท่านั้นก่อนตายเกือบครึ่งประเทศนั้นมูลเหตุสำคัญมาจากนักเรียนนอกสองคนในช่วงศตวรรษที่50นั้นเขียวสำพันธุ์เป็นหนุ่มเขรมที่ได้ทุนไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงปารีสของฝรั่งเศษและมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ พล พต   หนุ่มเขรมอีกคน

 

ซึ่งได้รับทุนการศึกษาทางด้านอีเล็กทอร์นิคในกรุงปารีสด้วยเช่นกันทั้งสองถูกชตากันตั้งแต่แรกและมีความเห็นสอดคล้องกันหลายต่อหลายเรื่องแต่เรื่องที่หน้าสนใจและสามารถพูดคุยกันได้นานๆก็คือเรื่องราวทางการเมืองยุคนั้นนักศึกษาเขรมที่อยู่ในฝรั่งเศษมักจะสนใจการเมืองที่เอียงมาทางซ้ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม หรือ เรื่องการปฏิรูปในสไตล์คอมนิสลวดแล้วเป็นของหวานที่แปลรูปด้วยความหวังให้นักศึกษาจากแดนไกลพากันใส่ใจมากที่สุด เขียวสำพันธุ์ กับ พล พต ก็ไม่ต่างอะไรจากนักศึกษาชาวกัมพูชารายอื่นๆ

 

พวกเขาสนใจเรื่องเหล่านี้มากโดยเฉพาะเขียวสำพันธุ์นั้นถึงกับปรับแต่งวิชานิติศาสตร์ที่เรียนมาให้มีทัศดีและการกระทำที่สามารถนำไปปรับใช้ในการปกครองกัมพูชาด้วยช้ำไปเขามีความหวังว่าถ้ามีโอกาสได้จัดระบบการปกครองประเทศเมื่อใดก็จะวางรูปแบบให้เป็นไปตามที่เขาวางแผน

ประวัติและตำนานที่น่าสนใจ

เจเรนิโม นักรบผู้กล้าแห่งอินเดียชแดง

ด้วยการไม่ยินยอดที่จะทอดทิ้งแผ่นดินและผู้คนที่เขารัก เจเรนิโม จึงยอดทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปกป้อกจากสิ่งเหล่านี้และด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องเสียสละเป็นอย่างมากเขามีชีวิตอยู่ด้วยการหลบหนีจากการไล่ล่าของกองกำลังสหรัฐที่ตั้งใจที่จะทำให้กลุ่มคนที่จะยอดเสียศักดิ์ศรีโดยการจับผู้นำที่ไม่เกรงกลัวใครการปกป้อกพื้นดินของเขาในที่สุดก็ไม่สามารถทำสำเร็จแต่การต่อสู้เพื่ออิสระภาพ

ได้กลายให้เขามาเป็นตำนาน เจเรนิโม นักรบคนสุดท้าย รูปประพันสันฐานที่ดูโหดร้ายปรากฏออกมาให้เห็นจากจมูกที่ใหญ่โตและหนาหน้าผากที่ตากและมีรอยย่นครางที่ใหญ่และแข็งแรงตาทั้งสองที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและมีประกายซ้อนอยู่เบี้ยงหลังและปากซึ่งเป็นส่วนที่โดนเด็ดที่สุดของเขาโดยริมฝีปากที่บางและเรียวบางจนแถบไม่มีส่วนโค้งมนเลยผู้สืบข่าวปี1886ยังมีรายละเอียดอีกมากเกี่ยวกับชนพื้นเมืองคนอเมริกาผู้นี่มากกว่า

คนอื่นใดในปนะวัติศาสตร์ของอเมริกาตะวันตกเฉียงใต้และความจริงต่างๆก็ดูสับสนวุ่นวายราวกับนิยายและทำให้แยกชายผู้นี้ออกไปจากเรื่องราวลึกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เจเรนิโม เกิดในชนเผ่าอาปาเช่ และเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียแดงในเขตตะวันตกเพราะเป็นที่จดจำได้ดีและพฤติกรรมการต่อสู่ที่โหดร้ายและความสามารถของเขาได้การต่อสู้กับกองกำลังสหรัฐพร้อมกับกลุ่มของเขาเพียงแค่36คนชื่อเสียงของเขาในด้านไหวพริบความกล้าหารและความโหดเฮียมได้กลายมาเป็นลักษณ์

เพื่อการต่อสู่เพื่ออิสระภาพของชนเผ่าอินเดียแดง การที่เราคิดว่า เจเรนิโม เป็นใครนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายมันยากที่จะคิดว่าจะมีใครสามารถแถบทั้งหมดที่มนุษย์นั้นพึ้งจะมีพวกเขาส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้นแต่ที่เน้นหนักจริงๆมันตกอยู่กับนักรบผู้นี้ผู้ที่ดหดร้ายเป็นนักฆ่าผู้ปกป้องอีกหลายชีวิต เจเรนิโม มีชื่อเสียงมากเป็นเวลาร่วม4ศตวรรษในการทำสงครามและได้รับชัยชนะในศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าและตามตำนานที่พวกอาปาเช่เล่าว่าความลับที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จ

ก็คือพรสวรรค์พิเศษเขาเป็นคนที่มีพลังพิเศษเป็นอย่างมากในแบบที่คนให้ความเคราพนับถือซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนของเขาสำหรับพลังอานาจพิเศษบางอย่างเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ได้แสดงออกมาโดยความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆได้เร็วมากเป็นพิเศษและความสามารถในการพยากรด้วยถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก