ตำนานผีเฮี้ยนที่อาคารวิเศษศุภวัฒน์

ตำนานผีเฮี้ยนที่อาคารวิเศษศุภวัฒน์

ตำนานผีเฮี้ยนที่อาคารวิเศษศุภวัฒน์  ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

              เรากำลังจะพูดกันถึงเรื่องอาคารวิเศษศุภวัฒน์ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งอาการเหล่านี้นั้นเป็นอาคารดนตรีไทยราคานี้แต่เดิมเจ้าของก็คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ท่านทรงชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของดนตรีไทยเป็นอย่างมากจึงได้สร้างอาคารนี้เอาไว้เพื่อเก็บเครื่องดนตรีไทยชนิดต่างๆรวมถึงมีเศียรบรมครูมากมายหลายชนิด

  สำหรับเครื่องดนตรีไทยนั้นในสมัยโบราณจะมีมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นฆ้อง  ระนาด ปี่ ฉิ่ง  ขลุ่ย และยังมีอื่นๆอีกมากมายที่จะได้กล่าวถึงนอกจากจะเคยเป็นที่เก็บดนตรีไทยแล้วยังถูกดัดแปลงมาเป็นหอพักนักศึกษาชายซึ่งปกติแล้วเด็กนักศึกษาส่วนใหญ่เมื่อถึงช่วงเวลากลางคืนก็มักอยากจะออกไปท่องราตรีดังนั้นนักศึกษาที่หอพักนี้ก็เช่นเดียวกันเด็กนักศึกษาชายส่วนใหญ่เมื่อตกเวลาดึกนั้นก็มักจะเป็นประตูหน้าต่างออกมาเพื่อที่จะหนีไปเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนดังนั้นจึงมีตำนานเรื่องเล่าถึงหอพักนี้ว่า  นักศึกษาชายที่อาศัยอยู่ในหอพักนี้เคยมีกลุ่มหนึ่งนั้นได้หนีออกไปเที่ยวหลัง

ซึ่งเมื่อพวกเขาปีนหน้าต่างลงมาด้านล่างได้แล้วกำลังจะเดินทางออกนอกประตูของหอพักพวกเขาก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อผ้าด้วยชุดสีขาวทั้งชุดในมือนั้นถือดาบขนาดใหญ่ยืนขวางที่ประตูหน้าทางออกเอาไว้แล้วเมื่อพวกเขาเข้าไปมองใกล้ๆก็เห็นว่าใบหน้าดังกล่าวนั้นบูดบึ้งดูน่ากลัวเลยทีเดียว

แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าใบหน้าที่พวกเขาเห็นนั้นคือใบหน้าที่มีการคล้ายคลึงกับท่านช่วง  บุนนาค  หรือที่เด็กๆในหอพักด้วยกันว่าเจ้าพ่อซึ่งเป็นเจ้าของอาคารวิเศษศุภวัฒน์แห่งนี้และท่านได้เสียชีวิตไปนานแล้วซึ่งเด็กๆนั้นจำได้จากรูปถ่ายของพ่อที่มีการแขวนตามผนังของหอพักเอาไว้หลายรูปทำให้กลุ่มนักศึกษา ต่างพากันหวาดกลัวและมีการเล่าลือต่อๆกันมา

ซึ่งนับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะหนีเที่ยวอีกเลยนอกจากนี้ในช่วงเวลากลางคืนไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือนักการภารโรงหรือแม้แต่คนงานในมหาวิทยาลัยปากก็มักจะได้ยินเสียงดนตรีไทยในช่วงดึกๆของทุกคืนซึ่งดนตรีไทยนั้นจะเป็นการเล่นดนตรีชุดใหญ่และบางครั้งเมื่อมีคนขึ้นไปดูในอาคารก็เคยเห็นคนรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปในห้องดนตรีไทยและเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบว่าห้องดังกล่าวนั้นไม่ได้มีการเปิดประตูเอาไว้และด้านนอกยังมีการคล้องกุญแจไว้อย่างหนาแน่นซึ่งทำให้เสียงเล่าลือเกี่ยวกับเรื่องของความน่ากลัวของอาคารนี้เป็นที่เล่าลือสืบทอดต่อๆกันมา

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สมัครฟรี

การล่าแม่มด

สำหรับการล่าแม่มดมนั้นมันไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเฉยๆหรือว่าได้มีใครบัญญัติขึ้นมาโดยมีความหมายที่แน่นอนแต่คำนี้มันคือคำที่มีความหมายตรงตัวและเคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว โดยประวัติศาสตร์ที่ได้เขียนเรื่องนี้ค่อนข้างที่จะโหดร้ายและทารุณกรรมมากๆจนเหตุการณ์นี้ได้เป็นหนึ่งในไม่กี่เหตุการณ์ของโลกที่โลกจะต้องตราหน้าว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายมาก

ที่สุดในโลก โดยตรงส่วนนี้ประวัติศาสตร์ยังได้ถูกเขียนเอาไว้ว่าในยุคกลางของยุโรปที่เราเรียกกันว่า ยุคมืด ในยุคนั้นได้มีการปกครองแบบคริสตจักรเป็นส่วนใหญ่คือถ้าจะให้พูดเข้าใจง่ายๆก็คือกลุ่มคนขลังศาสนานั่นเอง โดยในยุคนั้นแม่มดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแม่มดขาวหรือแม่มดดำถูกประนามว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ชั่วร้ายเป็นคนของซาตานที่จัดการทำลายคริสตจักร

จึงได้ทำให้มีการขับไล่และกวาดล้างแม่มดอย่างเอาเป็นเอาตายจากบรรดาบาทหลวงและคริสตจักรที่ถูกปลุกฝังว่าแม่มดนั้นเป็นคนชั่วและไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ยกตัวอย่างเช่นภัยธรรมชาติโรคภัยไข้เจ็บหรือบางทีมีคนตายโดยที่ไร้สาเหตุและเหตุการณ์เหล่านี้มันก็จะถูกโยงว่าเป็นฝีมือของแม่มดและจะมีการระดมตามหาผู้ต้องสงสัยในบริเวณนั้น

ซึ่งคนที่ถูกจับและประนามว่าเป็นแม่มดส่วนใหญ่ก็จะเป็นแพะรับบาปทั้งนั้นและที่น่ากลัวไปมากกว่านั้นก็คือแพะรับบาปหรือคนที่ถูกกล่าวหาต่อให้เป็นหญิงแก่ชราที่ใกล้ตายแล้วหรือจะเป็นเด็กน้อยที่เพึ่งเกิดอายุได้เพียงแค่ไม่กี่ขวบ ถ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดเมื่อไรก็จะถูกจับตัวนำเอามาประจานก่อนที่จะถูกรุมประชาทัณฑ์ด้วยการเผาทั้งเป็นอย่างโหดเหี้ยม

โดยเป้าหมายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดนั้นส่วนมากเราอาจจะคิดว่าจะต้องเป็นผู้หญิงและเป็นคนแก่ที่มีหน้าตาอัปลักษณ์หรือเด็กที่มีน่าตาผิดแปลกไปแต่จริงๆแล้วมันก็ไม่เสมอไป ผู้หญิงบางคนที่น่าตาดีและความสวยเกิดน่าเกินตาคนอื่นมากเกินไปส่วนมากก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดด้วยเหมือนกันด้วยเหตุผลที่ชาวคริสตจักรอ้างว่าผู้หญิงคนนี้ได้เอาวิญญาณไปแลกกับซาตาน

เพื่อที่ตนนั้นจะได้แปลกกับน่าตาและเรือนร่างที่สวยงามและนี่มันก็เลยต้องทำให้หน้าประวัติศาสตร์จะต้องจารึกเอาไว้ว่าอดีตที่ผ่านมาเคยมีหนึ่งยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดในโลกในอดีตที่ผ่านมาและอยากจะบอกว่าตามหลักฐานที่เราได้ไปค้นมาเขายังได้บันทึกอีกว่าผู้ชายสมัยก่อนได้มีความโหดเหี้ยมและยังชอบทารุณกรรมผู้หญิงอีกโดยผู้ชายเหล่านี้ได้อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าthou shalt not suffer a witch to live ต่อไป

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagame

ศิลปะที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

ศิลปะเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันเราในทุกๆวัน บางครั้งเป็นสิ่งที่รับรู้ได้จับต้องได้และบางครั้งก็เป็นสิ่งที่รับรู้ไม่ได้และจีบต้องไม่ได้ เพราะศิลปะเป็นสิ่งที่มีอยู่มากมายรอบตัวเรา จนบางครั้งเราก็ไม่สามารถแยกออกได้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นศิลปะหรือเปล่านั่นเองทำให้เรานั้นไม่สามารถหยิบศิลปะเพื่อมาใช้ผสมผสานกับการใช้ชีวิตประจำวันได้นั่นเอง

ศิลปะโดยส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ มากว่าเหตุผลและตรรกะนั่นเอง ทำให้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้นควรมีการหยิบนำสิ่งที่เป็นศิลปะที่เราสามารถรับรู้ได้มาใช้ผสมผสานให้เกิดสิ่งที่แปลกหรือแตกต่างไปจากเดิมในชีวิตนั่นเอง

การที่เราจะสามารถนำศิลปะมาใช้ผสมผสานร่วมกับีชวิตประจำวันได้นั้นสิ่งแรกที่เราจะต้องเรียนรู้ก็คือการรู้จักและเข้าใจในศิลปะนั้นเสียก่อน ศิลปะมีหลากหลายประเภทแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันไปเมื่อเราเรียนรู้แล้วจนเข้าใจว่าศิลปะนั้นคืออะไรหน้าตาเป็นแบบไหน เราทำอย่างนี้เรียกศิลปะหรือไม่หรือเราทำแบบนี้มันใช่ศิลปะนะเป็นต้น เราจะสามารถรู้และจับทางได้โดยอัตโนมัติเลยว่า เมื่อเราทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันนั้นเราสามารถจะนำศิลปะประเภทนี้มาใช้ผสมผสานกับสิ่งที่เรานั้นกำลังทำอยู่

หรือเรานั้นกำลังเผชิญอยู่นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เราได้เป็นตัวแทนในการนำเสนองานสักชิ้นหนึ่งแน่นอนว่าก่อนที่เราจะมีการมาเสนอนั้นเราจะต้องมีการฝึกซ้อมในการนำเสนอสิ่งที่เป็นศิลปะและสามารถนำมาใช้ร่วมผสมผสานกับการนำเสนองานได้นั้นก็คือศิลปะในการพูเพราะการนำเสนองานจะต้องพูดถึงสิ่งต่างๆที่เรากำลังนำเสนิ

การนำศิลปะในการพูดเข้ามาร่วมด้วยนั้นจะสามารถช่วยให้ผู้ฟังมีความสนใจและเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่ด้วยนั่นเอง นอกจากศิลปะการพูดแล้วการนำเสนองานต่างๆก็มารถที่จะหยิบศิลปะการสร้างสรรค์โดยรูปภาพรูปวาดเพราะรูปภาพรูปวาดนั้นเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายได้ดีและเข้าใจที่สุดนั่นเอง

นอกจากนี้แล้วศิลปะสามารถนำมาผสมผสานในชีวิตประจำวันให้เกิดความสุขได้อีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง เล่นดนตี วาดรูป สิ่งเหล่านี้นั้นล้วนเป็นศิลปะทั้งสิ้น ซึ่งการฟังเพลงเป็นศิลปะที่รับรู้ได้อย่างชัดเจนผ่านความรู้สึกเมื่อเราฟังเพลงแล้วเรารู้สึกตามเพลงนั่นแหละหมาความ่าสมองเรานั้นมีกระบวนการคิและวิเคราะห์ถึงศิลปะแล้วนั่นเอง

การเล่นดนตรก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนตลายอารมณ์และเป็นศิลปะที่สามารถช่วยเยียวยาความรู้สึกต่างๆได้เช่นกันและทำให้เรานั้นรู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย การวาดรูปเป็นศิลปะที่เรานำมาใช้ เรียกว่าศิลปะในศิลปะ เพราะการวาดรูปเป็นเหมือนการระบายอารมณ์ออกทางการวาดรูปนั่นเองเรารับรู้จากความรู้สึกและการมองเห็นและการวาดรูปยังเป็นศิลปะที่สร้างสรรค์อีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน

ศิลปะกับงานฝีมือเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ศิลปะกับงานฝีมือนั้นบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกได้ว่า เราก็มักจะเหมารวมว่ามันคืองานศิลปะทั้งสิ้น ซึ่งจริงๆแล้วนั้นงานศิลปะกับงานฝีมือมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยศิลปะนั้นจะเน้นการใช้อารมณ์ในการสื่อสารออกมาไม่ว่าจะเป็นรูปภาพผ่านภาพวาด การถ่ายภาพเป็นต้น ส่วนงานฝีมือนั้นถึงแม้จะค่อนข้างมีความเกี่ยวข้องกับศิลปะโดยตรงแต่งานฝีมือนั้นไม่ได้ใช้อารมณ์ในการสื่อสารออกมานั่นเอง ดังนั้นแล้วความแตกต่างของทั้งสองสิ่งสามารถเห็นได้ชัดจากการสังเกตดังนี้

โดยศิลปะนั้นเป็นการแสดงออกจากอารมณ์โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะนั้นมักจะไม่มีอารมณ์ที่คงที่เพราะผลงานที่ถูกถ่ายทอดออกมานั้นมักจะเกิดจากความอ่อนไหวทางด้านอารมณ์ของศิลปินคนนั้นนั่นเอง โดยสิ่งที่สามารถสื่อสารออกมาทางศิลปะได้นั้นไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปผ่านกระดาษาด้วยดินสอหรือสี และบนภาพวาดส่วนใหญ่นั้นจะเป็นสิ่งที่ผู้วาดได้นึกคิดและเกิดจากอารมณ์ส่วนลึกของผู้ที่สร้างสรรค์ออกมา ซึ่งจะแตกต่างจากงานฝีมือถึงแม้งานฝีมือจะมีการใช้ศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่งานฝีมือนั้นเน้นการใช้ความนิ่งและความชำนาญโดยส่วนใหญ่และไม่มีการต้องใช้อารมณ์หรือความอ่อนไหวทางด้านจิตใจในการสร้างสรรค์หรือผลิตชิ้นงานที่เป็นงานฝีมือขึ้นมานั่นเอง ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่างานศิลปะกับงานฝีมือนั้นมีความแตกต่างกันย่างเห็นได้ชัดเจน

ศิลปะเป็นสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์นั้นสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ซึ่งเกิดจากพรสวรรค์และมีพรแสวงในการที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมานั่นเอง แต่งานฝีมือเกิดจากการอดทนและหมั่นเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ ถึงแม้ทั้งงานศอิลปะและงานฝีมือนั้นจะต้องใช้ความอดทนในการฝึกฝนทั้งคู่แต่ศิลปะเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่สามารถเลียนแบบได้อย่างงานฝีมือนั่นเอง

ศิลปะจะสามารถใช้งานได้ก็ต่อเมื่อผู้ชมหรือผู้ใช้ศิลปะนั้นจะต้องมีอารมณืหรือเจตนารมณ์ในการเสพศิลปะจริงๆจึงจะสามารถใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการผ่อนคลาย ส่วนงานฝีมือนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้อารมณ์และความรู้สึกมากนักโดยส่วนใหญ่จะเน้นใช้งานมากกว่าการใช้สร้างความรู้สึกต่อผู้ใช้ ดังนั้นแล้วนี่ก็เป็นอีกสิ่งที่สามารถแยกระหว่างงานศิลปะกับงานฝีมืออกจากกันอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

ศิลปะไม่สามารถสร้างได้ในจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ถ้าหากเป็นสิลปะที่มีการถ่ายทอดมาจากอารมณ์ที่แท้จริงนั้นจะไม่สามารถสร้างจำวนได้ซึ่งก็อาจจะเป็นศิลปะชิ้นเดียวบนโลกนั่นเองและงานฝีมือนั้นสามารถสร้างจำนวนได้มากมาย เพราะเป็นการใช้ฝีมือมากกว่าความคิดสร้างสรรค์ สรุปได้ก็คือทั้งสองมีความแตกต่างกันโดยศิลปะเป็นสิ่งที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกในการใช้งานและการสร้างสรรค์ส่วนงานฝีมือนั้นเน้นการใช้งานจากความต้องการเป็นต้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ประวัติหลวงพ่อดำอินทสโรวัดตาลบำรุงกิจ 

          ที่จังหวัดปทุมธานีมีวัดที่ชื่อวัดตาลบำรุงกิจที่วัดแห่งนี้มีหลวงพ่อที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากชื่อหลวงพ่อดำ  อินทสโร ซึ่งประวัติของหลวงพ่อดำนั้นท่านเกิดในวันอาทิตย์โดยท่านเกิดในปี พ.ศ 2385  หลวงพ่อดำนั้นท่านเกิดที่จังหวัดราชบุรีที่บ้านคลอง  ซึ่งหลวงพ่อดำนั้นมีพ่อชื่อว่าปริกมีแม่ชื่อว่าเหมในสมัยที่ท่านยังไม่ได้บวชเรียนนั้นหลวงพ่อดำนั้นท่านมีนิสัยใจคอจิตใจกล้าหาญเป็นอย่างมาก 

หลังจากที่หลวงพ่อดำโตขึ้นมาหน่อยพ่อของหลวงพ่อดำนั้นก็ได้พาหลวงพ่อดำไปฝากเรียนวิชาอาคมอยู่ที่วัดตาลเนื่องจากที่วัดแห่งนั้นมีหลวงพ่อเล็กซึ่งจำพรรษาอยู่ที่นั่นและท่านเป็นญาติกันกับพ่อของหลวงพ่อดำนั่นเอง พระอาจารย์ใดพรุ่งนี้เป็นอาจารย์ที่ดูดมากทำให้เด็กๆที่มาเรียนหนังสือด้วยต่างพากันเกรงกลัว

อย่างไรก็ตามหลวงพ่อดำนั้นเป็นที่ชื่นชอบของพระอาจารย์เล็กเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าหลวงพ่อดำในสมัยที่เรียนวิชาอาคมกับพระอาจารย์เล็กนั้นตั้งใจขยันศึกษาเล่าเรียนจึงทำให้พระอาจารย์เล็กนั้นถ่ายทอดวิชาความรู้ที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับหลวงพ่อดำ และเมื่อท่านอายุได้ 16 ปีท่านจึงได้บวชเป็นเณร และหลังจากที่อายุครบพอที่จะสามารถบวชเป็นพระได้ท่านก็ยังคงบวชอยู่ที่วัดตาลนั้นเองโดยมีหลวงพ่อแดง  วัดจันทคามเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ 

และหลังจากพี่หลวงพ่อดำบทเรียนแล้วก็ยังคงศึกษาวิชาทางธรรมอยู่ที่วัดตาลจนอยู่มาวันหนึ่งท่านได้มีการออกธุดงค์  โดยการออกธุดงค์ในครั้งนั้นหลวงพ่อดำได้ไปกับพระอาจารย์อ้น โดยหลวงพ่อดำนั้นได้มีการออกธุดงค์ไปทั่วตามจังหวัดต่างๆจนทั่วประเทศไทยซึ่งในการเดินธุดงค์ไปแต่ละที่นั้นท่านก็ได้ไปเจอพระอาจารย์เก่งและได้ศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์เหล่านั้นจนสำเร็จวิชาแตกฉาน และในระหว่างที่หลวงพ่อดำนั้นเดินธุดงค์ไปที่จังหวัดไหนก็แล้ว

แต่ท่านก็จะช่วยประชาชนชาวบ้านแถวนั้นด้วยการแสดงพระธรรมเทศนารวมถึงการทำให้ชาวบ้านนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถึงงานเป็นที่นิยมของคนทั่วไปและเป็นพระที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการช่วยเหลือชาวบ้านจนในที่สุดเมื่อท่านบวชจำพรรษาถึง 80 พรรษาแล้ววัดตาลก็ได้ว่างลงไม่มีเจ้าอาวาสคอยดูแลชาวบ้านและทางเจ้าคณะอำเภอจึงได้มีการมาเชิญหลวงพ่อดำไปประจำเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดตาลบำรุงกิจนั่นเอง

ซึ่งหลังจากที่ท่านมาประจำอยู่ที่วัดตาลท่านก็ทำนุบำรุงรักษาวัดให้มีความเจริญรุ่งเรือง และประชาชนต่างก็ให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อดำซึ่งถ้าหากหลวงพ่อดำขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านคนไหนทุกคนก็จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ความเชื่อว่าพญานาคนั้นหน้าตาเป็นเช่นไรและมีคุณสมบัติอย่างไร 

พญานาคสิ่งที่คนไทย นับถือนักรบกันเป็นพญานาคเป็นคนอื่นขนาดยักษ์ใหญ่ และยิ่งมีคนเคยฝันเห็นพญานาคก็ทำให้ยิ่งมีคนพากันเชื่อว่าพญานาคนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆนอกจากนั้นบางครั้งจะมีคนพบเห็นรอยพญานาคทำให้คนยิ่งปักใจเชื่อกัน โดยพญานาคนั้นมีอิทธิฤทธิ์สูงส่งและมักจะให้โชคลาภกับคนที่ทำดีกับพญานาคพญานาคกำลังกายมาเป็นมนุษย์กลายมาเป็นมนุษย์เพื่อมาทดสอบมนุษย์

โดยว่ากันว่าท่านนั้นได้แปลงร่างมาเป็นขอทานโดยจะมาขอเศษเงินจากชาวบ้านแต่ก็ไม่มีใครสนใจให้เลยโดยสุดท้ายก็มีหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอนั้นได้สงสารขอทานที่ก็คือพญานาคแปลงกายมาสอนเค้าทำมาหากินสุดท้ายเขาก็มีงานทำได้ในที่สุดหลังจากนั้นจากนั้นก็ได้กำลังกลายเป็นพญานาคเข้าฝันเธอพร้อมกับบอกถึงเลขเด็ดที่กำลังจะออกเธอนั้นก็รู้สึกว่าฝันนั้นมันแปลกประหลาดเกิน

เธอก็ลองไปซื้อหวยได้หลังจากนั้นเธอก็ถูกหวยและหลังจากนั้นชาวบ้านก็เริ่มมีความนับถือในตัวพยายามดึงตัวใหญ่จากนั้นทุกครั้งที่มีหมู่ชาวบ้านก็จะเชื่อว่านี่คือพญานาคจำแลงกายมาและจะไม่ทำร้ายเพราะว่าเชื่อว่าท่านนั้นกำลังกายมาเพื่อมาทดสอบมนุษย์อีกเช่นเคย 

ทุกคนเชื่อกันว่าพญานาคนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์โดยมี ความสามารถพิเศษนั่นก็คือสามารถที่จะจำแลงกายเป็นคนได้โดยจะแปลงเป็นคนแบบไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นคนแก่หญิงสาวหรือผู้ชายก็สามารถที่จะกำลังกายได้ตามใจชอบโดยมีความเชื่อกันว่าพญานาคนั้นจะเป็นงูขนาดใหญ่โดย จะมีหงอนอยู่บนหัวของพญานาคนอกจากนั้นยังมีความเชื่อว่าพญานาคคือเจ้านายของงูต่างๆนานาชนิดนอกจากนั้นพญานาคคือเจ้านายของสัตว์มีพิษทุกๆอย่างทุกคนนั้น

จะมีความเชื่อว่าจริงๆแล้วเราไม่ว่าจะเป็นคางคกงูหรือแมงป่องต่างก็ไม่มีพิษแต่ตอนนั้นพญานาคนั้นได้ทำการเอาพิษภายไว้ที่พื้นด้วยหลังจากนั้นสัตว์ทั้งหลายก็พากันมาเล่นที่พิษที่พญานาคได้ทำการคายเอาไว้โดยหลังจากนั้นก็ทำให้พวกมันมีพิษนั่นเอง จากนั้นทุกคนยังมีความเชื่อกันว่าพญานาคนั้นกลัวครุฑเนื่องจากครุฑมักจะจับพญานาคไปกินเป็นอาหารทำให้ชาวบ้านพากันเชื่อว่าหากบ้านใครนั้นมีต้นเล็บครุฑหรือหักบ้านใครมีรูปปั้นของครุฑพญานาคก็จะไม่ให้โชคเรื่องจากพญานาคกลัวว่าหากเข้ามาที่บ้านจะถูกพญาครุฑจับกินเป็นอาหารได้

 

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานของหญิงชราที่อาศัยอยู่ในขวดพลาสติก

ตำนานนี้พึ่งถูกแต่งขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมานนี้แหละค่ะ  ซึ้งเชื่อว่ายังไม่มีใครที่จะรู้จักกับตำนานนี้มากนักค่ะแต่ถึงแม้ตำนานนี้นั้นจะไม่ค่อยมีคนรู้จักเยอะมากนักแต่ตำนานนี้มีคำสอนที่แอบแฝงอยู่ในตำนานนี้ค่ะซึ้งเรื่องราวและคำสอนที่แอบแฝงอยู่จะเป็นอย่างไรกัน ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลยค่ะ

เรื่องราวมีอยู่ว่า……. มีหญิงสาวคนหนึ่งได้แต่งงานกับขายผู้ร่ำรวยคนหนึ่งและเมื่อเธอคลอดลูกเธอก็มีลูกสิบคนและเมื่อเธอเลี้ยงลูกเยอะเกินไปก็ทำให้เธอและสามีไม่มีเงินเหลือเลยและแฟนของเธอก็ได้ทำการฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้สินเธอไม่มีอะไรเหลือแล้วแต่เธอก็ยังไม่ทิ้งลูกๆและสุดท้ายลูกของเธอก็โตและแยกย้ายกันไปที่อื่นทิ้งเธอไว้ให้อยู่คนเดียวและไม่เคยคิดที่จะส่งเงินให้หรือก็ไม่คิดจะมาเยี่ยมเลยแม้จะสักกะครั้งเลยค่ะ

และสุดท้ายหญิงชราคนนั้นก็ไม่มีที่ให้อยู่อาศัยโทรไปหาลูกเพื่อที่จะขอตังลูกก็ไม่รับสายเลยสักนิดเธอจึงสิ้นวังและสุดท้ายจึงจำเป็นที่จะต้องไปนอนในป่าลึกเพราะไม่มีที่ให้อยู่อาศัยและก่อนที่เธอจะนอนทุกวันเธอจะขอพรให้เธอมีบ้านอยู่และมีอยู่วันหนึ่งที่นางฟ้าได้เห็นหญิงชราคนนั้นเข้าและให้พรกับหญิงชราคนนั้น

เช้าวันต่อมาหญิงชราคนนั้นได้เห็นขวดพลาสติกที่วางอยู่ที่พื้นแต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรและเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ใกล้และเธอก็เผลอเดินเข้าไปในขวดพลาสติกแม้ภายนอกจะเห็นว่าเป็นเพียงขวดพลาสติกธรรมดาแต่ข้างในขวดพลาสติกกับมีเตียงนอนดีๆและเงินวางอยู่ที่โต๊ะเธอมีความสุขมากและใช้เงินทุกวันแต่ถึงแม้ว่าเธอจะมีเงินมากมาย

แต่เธอก็ใช้อย่างประหยัด มีข่าวดังไปทั่วประเทศว่าหญิงชราคนนั้นรวยเมื่อลูกๆของหญิงชราคนนั้นได้ข่าวว่าแม่ของตัวเองรวยทุกคนจึงกลับไปหาแม่หรือหญิงชราคนนั้นและก็ขอเงินจากแม่หญิงชราคนนั้นให้เงินลูกไปและลูกก็รักเธอแต่หลังจากนั้นลูกเธอก็มาขอเงินเธอมีอยู่วันหนึ่งที่เธอนึกได้ว่าลูกๆของเธอเคยไม่สนใจเธอและเธอจึงไม่ให้เงินกับลูกชายของตัวเองและเมื่อไม่ให้เงินเหล่าลูกชายของหญิงชราก็ไม่มาหาเธออีกเลย

และคำสอนของเรื่อนี้คือ เราต้องยอมที่จะเสียสละสักครั้งและหลังจากนั้นเรื่องดีๆก็จะเข้ามา

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

ตำนานบ้านเขียว ขุนพิทักษ์ อำเภอผักไห่

     ณที่บริเวณริมแม่น้ำแห่งหนึ่งตรงบริเวณริมแม่น้ำน้อยมีบ้านขุนนางเก่าแก่อยู่หลังหนึ่ง ซึ่งที่นี่ชาวบ้านเรียกกันว่าบ้านเขียวขุนพิทักษ์ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากผู้คนไม่มีเพื่อนบ้านอยู่ข้างเคียง บ้านหลังนี้แลดูน่ากลัวเป็นอย่างมากขนาดนกยังไม่กล้าบินมาเกาะบนหลังคาโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาพบค่ำหรือช่วงเวลาผีตากผ้าอ้อม

นั่นก็คือวันที่แสงแดดส่องแสงออกมาเป็นสีเหลืองในช่วงเวลาพบค่ำ ชาวบ้านบริเวณนั้นมีการเล่าขานกันมาว่าที่หน้าต่างชั้นบนของบ้านหลังดังกล่าวนั้น ผู้คนมักจะมองเห็นว่าผู้หญิงสวมชุดสีขาวเปิดหน้าต่างออกมาจากชั้น 2 หรือบางครั้งก็จะมีคนได้ยินเสียงร้องโหยหวนออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว และที่สำคัญทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงชุดขาวหรือแม้แต่การได้ยินเสียงร้องโหยหวน

จากผู้หญิงนั้นจะได้ยินเสียงเปิดปิดประตูเสียงดังสนั่นหวั่นไหว สำหรับบ้านเขียวขุนพิทักษ์นี้ชาวบ้านเชื่อกันว่าด้านล่างของตัวบ้านนั้นมีห้องใต้ดินอยู่ และต่างก็เชื่อกันว่าวิญญาณเจ้าของบ้านก็คือขุนพิทักษ์นั้นยังคงอยู่ภายในบริเวณบ้านของตนเองและที่สำคัญชาวบ้านเชื่อกันอีกว่าวิญญาณของคุณพิทักษ์นั้นไม่ได้อยู่เพียงลำพังที่บ้านหลังนี้

โดยทุกคนเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นข้าทาสบริวารหรือเพื่อนฝูงก็คงจะอยู่ร่วมกับท่านอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ห่างจากท่านไปไหน  อย่างไรก็ตามมีรายการที่ถ่ายทอดทีวีเกี่ยวกับเรื่องของผีสางเทวดาต่างๆเคยมาถ่ายรายการเพราะต้องการลองดีแต่ก็เคยเจอดีกันไปบ้างแล้วอย่างเช่นรายการคนอวดผีซึ่งในช่วงที่มาทำรายการถ่ายทำกันนั้นทางทีมงานต่างก็พากันเจ็บไข้ได้ป่วยกันเป็นแถวเลยทีเดียวแต่อย่างไรก็ดีตำนานก็คือตำนานนั้นเองเพราะแม้ว่าจะมีชาวบ้านต่างเล่าขานกันว่าบ้านนี้มีผีเยอะมากมาย

แค่ไหนก็ตามแต่แต่ว่าทางการก็ยังเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าไปเยี่ยมชมบ้านของราชการในอดีตซึ่งบ้านหลังนี้มีอายุมาเกิน 100 ปีแล้ว สำหรับตํานานบ้านเขียวขุนพิทักษ์นี้ชาวบ้านบอกว่าถ้าหากใครเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านหลังดังกล่าวนั้นจะมีความรู้สึกว่าขณะที่เราเดินเยี่ยมชมความงดงามของตัวบ้านจะรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามอยู่ตลอดเวลาพร้อมทั้งรู้สึกว่ามีคนพยายามที่จะแอบมองวนเวียนอยู่ใกล้ๆ

แต่อย่างไรก็ดีจากประวัติความเป็นมาของบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีความเชื่อถือที่เป็นไปได้ว่าไม่ได้มีใครตายอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวเลยแม้แต่เจ้าของบ้านคือขุนพิทักษ์นั้นท่านก็ไปเสียชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาลดังนั้นเชื่อว่าตำนานก็คือตำนานปัจจุบันสถานที่แห่งนี้มีการตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งนักท่องเที่ยวหลายคนต่างก็พากันไปเยี่ยมชมความงดงามของบ้านหลังดังกล่าวเพราะหลายคนต่างก็อยากไปค้นหาความจริงว่าจริงๆแล้วบ้านเขียวขุนพิทักษ์นั้นมีผีจริงหรือไม่

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame คาสิโนออนไลน์

ประวัติหลวงพ่อเงิน  วัดบางคลาน  จังหวัดพิจิตร

สำหรับหลวงพ่อเงินเนื้อมีชื่อเสียงโด่งดังมากเกี่ยวกับเรื่องของการมีเครื่องรางของขลังในทางอยู่ยงคงกระพันและยังมีเมตตามหานิยมให้แคล้วคลาดปลอดภัยเป็นที่รักของคนทุกคนสำหรับหลวงพ่อเงินนั้นเป็นหลวงพ่อที่โด่งดังมากในจังหวัดพิจิตรซึ่งท่านเป็นหลวงพ่อที่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดบางคลานสำหรับประวัติของหลวงพ่อเงินนั้นจริงๆแล้ว

ท่านเกิด ในวันศุกร์ซึ่งในวันที่ท่านเกิดนั้นตรงกับวันที่ 16 เดือนกันยายนปีพุทธศักราช 2348 แต่เดิมก่อนที่หลวงพ่อเงินจะบวชเป็นพระนั้นใช้ชื่อว่าเงิน  ซึ่งหลวงพ่อเงินนั้นมีที่นอนด้วยกันทั้งหมด 6 คนโดยหลวงพ่อเงินนั้นเป็นคนที่ 4 ของครอบครัวสำหรับพ่อแม่ของหลวงพ่อเงินนั้นเป็นคนจังหวัดกำแพงเพชรดูหลวงพ่อเงินนั้นเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เกิดในสมัยของรัชกาลที่ 1 เมื่อหลวงพ่อเงินคลอดออกมาและอายุได้เพียงประมาณ 5 ขวบเท่านั้น

หลวงพ่อเงินก็ได้ไปศึกษาหาความรู้โดยคุณครูของหลวงพ่อเงินนั้นได้พาหลวงพ่อเงินเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาทำการเรียนหนังสือดูหลวงพ่อเงินนั้นได้มาบวชเรียนอยู่ที่วัดชนะสงครามซึ่งอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบจนถึงอายุ 12 ขวบเลยทีเดียวและเมื่ออายุครบ 12 ขวบหลวงพ่อเงินก็ได้บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดชนะสงครามนี้ซึ่งตั้งแต่เดินทางมาจากต่างจังหวัดตอนอายุ 5 ขวบจบจนบวชสามเณรและพออายุครบ 21 ขวบก็สามารถบวชเป็นพระได้นั้นหลวงพ่อเงินศึกษาหาความรู้ทางพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดชนะสงครามมาโดยตลอด

ซึ่งท่านได้ฉายาว่าพุทธโชติสำหรับหลวงพ่อเงินนั้นในสมัยที่ท่านบวชเรียนเป็นพระภิกษุสงฆ์ท่านใดเป็นลูกศิษย์ของพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตซึ่งท่านได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของการวิปัสสนาและการใช้เมตตามหานิยมอีกทั้งยังเรียนเรื่องของการฝึกวิชาคงกระพันชาตรีจากสมเด็จพุฒาจารย์โตอีกด้วยหลังจากที่ท่านได้ศึกษาวิชาหาความรู้ได้สักระยะหนึ่งแล้ว

หลวงพ่อเงินก็มีการย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่จังหวัดพิจิตรเลยมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดบางคลานนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเส้นตั้งแต่ท่านมาอยู่ที่จังหวัดพิจิตรที่วัดบางคลานนั้นท่านก็ทำคุณประโยชน์ให้กับวัดเป็นจำนวนมากทำให้วัดนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังและผู้คนต่างพากันเข้าไปกราบไหว้และฝากตัวขอเป็นศิษย์กับหลวงพ่อเงินกันเป็นจำนวนมาก

โดยหลวงพ่อเงินนั้นเป็นที่รู้จักกันมากเรื่องของการทำเครื่องรางของขลังรวมถึงการรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ต่างๆ ปัจจุบันนี้เราจะได้ยินชื่อเสียงของท่านยังคงมีอยู่โดยคนส่วนใหญ่จะเรียกท่านว่าหลวงปู่เงินวัดบางคลาน

 

 

ขอบคุณ  ทางเข้าsagame  ที่ให้การสนับสนุน

การขุดเจาะถ้ำเจอสมบัติชิ้นแรกเป็นพันธบัตรทองคำ และ พันธบัตรอเมริกา

การขุดค้นพบทองคำของทหารญี่ปุ่นที่ถ้ำ ลิเจีย โดยถ้ำลิเจียที่เรากำลังจะพูดถึงในตอนนี้นั้นมันได้เป็นอีกหนึ่งถ้ำที่ทางรถไฟสายมรณะตัดผ่านและมันได้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ชาวญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2นั้นได้เข้ามาตั้งหลังตั้งแคมป์กันอยู่ตรงพื้นที่บริเวณนั้นอยู่หลายรอบมาก ซึ่งในตอนนั้นเองหากว่ามีใครจำได้ประเทศไทยของเราได้ติดหนี้imfกว่า5แสนล้านบาทเลย

ทำให้คนใหญ่คนโตในยุคนั้นได้ตัดสิ้นใจส่งหนังสือยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่าขอให้การขุดเจาะสมบัติในครั้งนี้ได้เป็นวาระแห่งชาติและช่วยนำเอารถแบคโฮเข้ามาขุดหน่อย ซึ่งหลังจากที่ได้มีการยื่นเรื่องไปปรากฎว่าทางสำนักงานนายกรัฐมนตรีเขาก็ได้อนุมัติเรื่องนี้ออกมาแต่สำหรับในการขุดเจาะในครั้งนี้มันก็ยังคงได้มีปัญหาอยู่เหมือนเดิม

เนื่องจากว่ามันได้มีหลายๆฝ่ายได้ออกมาโต้แย้งและได้ออกมาคัดค้านว่าการขุดเจาะครั้งนี้มันได้เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ตรงนี้มันคือพื้นที่อุทยานแห่งชาติถ้ามีการขุดเจาะหรือมีการทำลายหน้าดินมันอาจจะมีความเสียหายที่ก่อให้เกิดภัยทางธรรมชาติได้จึงได้มีการโต้เถียงกันมาอยู่ในระยะหนึ่งจนสุดท้ายมันก็ได้มีผลสรุปออกมาว่าการที่จะขุดเจาะครั้งนี้

จะมีเวลาในการขุดเจาะแค่เพียง30วันเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่ได้มีการขุดเจาะเข้าไปซึ่งในครั้งนี้มันก็ได้มีความหวังมากกว่าในครั้งแรกเพราะว่าในครั้งนี้หัวหน้าขุดเจาะเขายังได้อ้างว่าเขาได้มีการขุดค้นพบขุมสมบัตินั้นแล้วแต่ขุมสมบัติที่เขากำลังพูดถึงอยู่นั้นมันไม่ใช่ทองคำไม่ใช่แก้วแหวนเงินทองแต่มันเป็นพันธบัตรทองคำและพันธบัตรอเมริกาที่มันได้มีมูลค่ามากกว่า5หมื่นล้านบาทนั้นเอง

และหลังจากที่ได้มีการขุดเจอสมบัติชิ้นแรกตรงนี้มันก็ได้ยิ่งทำให้คนไทยในยุคแรกต้องนั้นก็ได้คิดว่าหากเราได้ขุดลงไปลึกกว่านี้เราอาจจะเจอทองคำแท่นอย่างที่ชาวบ้านเจอก็เป็นได้จึงได้ทำการขุดต่อไปเรื่อยๆ

แต่โครงการขุดตรงนี้มันก็ต้องหยุดลง เนื่องจากว่าหลังจากที่ได้มีการขุดและเจาะลงไปเรื่อยๆทางทีมวิศวกรและทีมวิจัยทางธรณีวิทยาเขาก็ได้มีการคาดการณ์กันว่าตอนนี้ทั้งหน้าดินทั้งถ้ำมันพร้อมที่จะถล่มอยู่ตลอดเวลาจึงไม่สามารถที่จะมีการขุดเจาะได้เพราะถ้าหากว่ามันได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจนมีคนเสียชีวิตทางกระทรวงที่ได้ดูแลอุทยานแห่งชาติหรือธรรมชาติตรงนี้อยู่ก็ต้องรับผิดชอบตรงนี้ทั้งหมดเขาเลยได้สั่งการให้หยุดเจาะแต่เพียงเท่านั้น

 

 

สนับสนุนโดย  bk8