Category Archive : ประวัติและตำนาน

ประวัติศาสตร์ยึดครองอำนาจ

การเปิดฉากยึดครองอำนาจจาก เขียวสำพันธุ์ที่ได้รัยการสนับสนุนจาก จีนใหญ่

ในความเป็นหนุ่มที่อยากเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้าในแบบที่พวกเขานั้นต้องการหรือตามที่ได้วางทัศดีเอาไว้และเขานั้นก็ได้เห็นค้อยตามเขียวสำพันธุ์แถบทุกประเด็น ทัศดีของเขียวสำพันธุ์คือ รบล้างกฎเกณฑ์ และเรื่องราวทุกอย่างที่ชาติตะวันตกเคยวางลากฐานปกครองกัมพูชาเอาไว้รวมทั้งยุติการแสวงหาผลประโยช์นในทุกทางกัมพูชาจะเจริญรุ่งเรืองถ้าปกครองประเทศในรูปแบบของชนบทนั่นกก็คือไม่มีเมืองใหญ่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีการใช้ระบบเงินตรา

และไม่ต้องการให้ศึกษากับประชาชนเจอเห็นได้ว่าทัศดีของเขียวสำพันธุ์นั้นเป็นทัศดีที่สุดโต่งคอมนิสยิ่งกว่าคอมนิสรวมทั้งเป็นทัศดีที่แปลกระดับที่หาความเจริญใส่ประเทศไม่ได้แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ก่อกำเนิดจากความคิดของคนหนุ่มชาวเขรมในช่วงยุคศตวรรษที่50

ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคที่นิยมซ้ายไปจากหนุ่มๆนักเรียนนอกเขรมโดยแท้เมื่อทัศดีของเขียวสำพันธุ์ส่อเคาความเป็นจริงเรื่องทัศดีการปกครองประเทศคนหนุ่มอย่างเขียวสำพันธุ์ในยุคศตวรรษที่50นั้นมันเป็ยเพียงแค่ลมปากถ้าหากว่าเขียวสำพันธุ์ไม่มีโอกาสได้พบปะกับ พล พต อีกครั้งในเขรมเมื่อมีการสารต่อระบบความคิดครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งสองเห็นทางที่จะสานฝันในด้านการเปลี่ยนแปรงการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ในขณะนั้นให้เป็นไปตามรูปแบบที่ต้องการตามที่ได้เคยพูดถึงเอาไว้เมื่อคาวได้สัมมนากันที่ฝรั่งเศษ

โดยการหาผู้สนับสนุนอย่างจริงจังเมื่อคิดอยากจะเป็นซ้ายสุดอย่างนั้นแล้วจะมีใครเหล่าที่จะสนับสนุนพวกเขาได้ดีเท่ากับจีนแดงหรือจีนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ทางฝังคอมนิสเต็มตัวทั้งสองไม่ผิดหวังเมื่อได้รับการหช่วยเหลือจากพรรคคอมนิสจีนอย่างเต็มตัวและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกวิถีทางเพราะระยะนั้นจีนแดงต้องการหาสมัครพวกให้ได้มากที่สุด พล พต และเขียวสำพันธุ์กับพลพรรคที่มีความคิดในแนวเดียวกันได้เปิดฉากสู่รบกับกองกำลังปกครองประเทศของกัมพูชาในรูปแบบกองโจนมานานหลายปีเมื่อจะเป็นการสู้รบที่บางครั้งก็จะดูเหมือนจะไม่มีความหวัง

แต่ท้ายที่สุดเมื่อรัฐบาลกัมพูชาได้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆฝ่ายกองกำลังจากเขียวสำพันธุ์ก็สามารถเปิดล้อมรัฐบาลของประธานาธิบดีลอนดอนได้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของจีนแผ่นดินใหญ่นั้นมีส่วนเป็นอย่างมากในการกำชัยชนะและทำให้กรุงพนมเปญซึ่งเป็นเมืองหลวงของกัมพูชามีธงของพรรคเขรมแดงปักอยู่ทั่วไปนั่นหมายถึงชัยชนะของเขียวสำพันธุ์และพล พตปีนั้นเป็นปีคริสตศักราช1975และเป็นปีที่เริ่มเปิดศึกความหายณะครั้งมโอลานที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เขรม

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศ

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศเป็นฝีมือของสองนักศึกษา

ปัจจุบันถ้าเอิญถึงทุ่งสังหาร หากแต่ทุ่งสังหารนั้นเป็นเรื่องจริงที่ชาวเขรมได้ตายลงเป้นจำนวนหลายจุดหลายตำแหน่งบนแผ่นดินเขรมหรือกัมพูชาจำนวนศพที่ได้หากันตายไปทั่วทุ่งสังหารนั้นหลายต่อหลายจุดกระจายไปทั่วกัมพูชานั้นมียอดรวมสูงมากมายเป็นประวัติการถึงกว่า2,000,000และเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์สังหารโหดเหลือเชื่อที่ได้เกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษย์จริงๆในช่วงปีคริสตศักราช1975ถึงปีคริสตศักราช1979โดยที่ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของการกระทำของเขรมแดงผู้ที่ทำการสังหารโหดนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นผู้นำของเขนรมแดงทั้งสิ้นแต่ผู้ที่มีอำนาจสั่งการสังหารอย่างแท้จริงนั้นก็คือ พล พต

 

  ซึ่งรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในช่วงของปีดังกล่าวส่วนผู้ที่รู้เห็นและทำหน้าที่เป็นหัวหน้าใหญ่หรือประธานใหญ่ในเขรมแดงในเวลานั้นก็คือเขียวสัมพันซึ่งไม่อาจปฏิเสธการู้เห็นความตายของชาวเขรมผู้บริสุทธิ์ถึง3,000,000คนไปได้เป็นเรื่องที่หน้าเศร้าใจที่เห็นตัวเลขระดับล้างเผ่าพันธุ์ไปอย่างมากมายถึงระดับล้านเช่นนั้น

 

แต่ยิ่งหน้ารันทศเข้าไปอีกเมื่อรับรู้ว่าเวลาดั่งกล่าวนั้นมีประชาชนชาวกัมพูชทั้งประเทศในราว9,000,000คนเท่านั้นเมื่อนับจำนวนผู้ตายที่มีมากมายกว่า2,000,000คนเอาไปเปรียบเทียบทำให้โลกหดหู่เมื่อรับรู้ว่าความตายจากน้ำมือเขรมนั้นแถบจะทำให้คนมากมายราวเกือบครึ่งประเทศต้องสิ้นรมในช่วงเวลาเพียงแค่4ปีที่เขรมแดงมีอำนาจครองประเทศเท่านั้นก่อนตายเกือบครึ่งประเทศนั้นมูลเหตุสำคัญมาจากนักเรียนนอกสองคนในช่วงศตวรรษที่50นั้นเขียวสำพันธุ์เป็นหนุ่มเขรมที่ได้ทุนไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงปารีสของฝรั่งเศษและมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ พล พต   หนุ่มเขรมอีกคน

 

ซึ่งได้รับทุนการศึกษาทางด้านอีเล็กทอร์นิคในกรุงปารีสด้วยเช่นกันทั้งสองถูกชตากันตั้งแต่แรกและมีความเห็นสอดคล้องกันหลายต่อหลายเรื่องแต่เรื่องที่หน้าสนใจและสามารถพูดคุยกันได้นานๆก็คือเรื่องราวทางการเมืองยุคนั้นนักศึกษาเขรมที่อยู่ในฝรั่งเศษมักจะสนใจการเมืองที่เอียงมาทางซ้ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม หรือ เรื่องการปฏิรูปในสไตล์คอมนิสลวดแล้วเป็นของหวานที่แปลรูปด้วยความหวังให้นักศึกษาจากแดนไกลพากันใส่ใจมากที่สุด เขียวสำพันธุ์ กับ พล พต ก็ไม่ต่างอะไรจากนักศึกษาชาวกัมพูชารายอื่นๆ

 

พวกเขาสนใจเรื่องเหล่านี้มากโดยเฉพาะเขียวสำพันธุ์นั้นถึงกับปรับแต่งวิชานิติศาสตร์ที่เรียนมาให้มีทัศดีและการกระทำที่สามารถนำไปปรับใช้ในการปกครองกัมพูชาด้วยช้ำไปเขามีความหวังว่าถ้ามีโอกาสได้จัดระบบการปกครองประเทศเมื่อใดก็จะวางรูปแบบให้เป็นไปตามที่เขาวางแผน

ประวัติและตำนานที่น่าสนใจ

เจเรนิโม นักรบผู้กล้าแห่งอินเดียชแดง

ด้วยการไม่ยินยอดที่จะทอดทิ้งแผ่นดินและผู้คนที่เขารัก เจเรนิโม จึงยอดทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปกป้อกจากสิ่งเหล่านี้และด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องเสียสละเป็นอย่างมากเขามีชีวิตอยู่ด้วยการหลบหนีจากการไล่ล่าของกองกำลังสหรัฐที่ตั้งใจที่จะทำให้กลุ่มคนที่จะยอดเสียศักดิ์ศรีโดยการจับผู้นำที่ไม่เกรงกลัวใครการปกป้อกพื้นดินของเขาในที่สุดก็ไม่สามารถทำสำเร็จแต่การต่อสู้เพื่ออิสระภาพ

ได้กลายให้เขามาเป็นตำนาน เจเรนิโม นักรบคนสุดท้าย รูปประพันสันฐานที่ดูโหดร้ายปรากฏออกมาให้เห็นจากจมูกที่ใหญ่โตและหนาหน้าผากที่ตากและมีรอยย่นครางที่ใหญ่และแข็งแรงตาทั้งสองที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและมีประกายซ้อนอยู่เบี้ยงหลังและปากซึ่งเป็นส่วนที่โดนเด็ดที่สุดของเขาโดยริมฝีปากที่บางและเรียวบางจนแถบไม่มีส่วนโค้งมนเลยผู้สืบข่าวปี1886ยังมีรายละเอียดอีกมากเกี่ยวกับชนพื้นเมืองคนอเมริกาผู้นี่มากกว่า

คนอื่นใดในปนะวัติศาสตร์ของอเมริกาตะวันตกเฉียงใต้และความจริงต่างๆก็ดูสับสนวุ่นวายราวกับนิยายและทำให้แยกชายผู้นี้ออกไปจากเรื่องราวลึกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เจเรนิโม เกิดในชนเผ่าอาปาเช่ และเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียแดงในเขตตะวันตกเพราะเป็นที่จดจำได้ดีและพฤติกรรมการต่อสู่ที่โหดร้ายและความสามารถของเขาได้การต่อสู้กับกองกำลังสหรัฐพร้อมกับกลุ่มของเขาเพียงแค่36คนชื่อเสียงของเขาในด้านไหวพริบความกล้าหารและความโหดเฮียมได้กลายมาเป็นลักษณ์

เพื่อการต่อสู่เพื่ออิสระภาพของชนเผ่าอินเดียแดง การที่เราคิดว่า เจเรนิโม เป็นใครนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายมันยากที่จะคิดว่าจะมีใครสามารถแถบทั้งหมดที่มนุษย์นั้นพึ้งจะมีพวกเขาส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้นแต่ที่เน้นหนักจริงๆมันตกอยู่กับนักรบผู้นี้ผู้ที่ดหดร้ายเป็นนักฆ่าผู้ปกป้องอีกหลายชีวิต เจเรนิโม มีชื่อเสียงมากเป็นเวลาร่วม4ศตวรรษในการทำสงครามและได้รับชัยชนะในศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าและตามตำนานที่พวกอาปาเช่เล่าว่าความลับที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จ

ก็คือพรสวรรค์พิเศษเขาเป็นคนที่มีพลังพิเศษเป็นอย่างมากในแบบที่คนให้ความเคราพนับถือซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนของเขาสำหรับพลังอานาจพิเศษบางอย่างเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ได้แสดงออกมาโดยความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆได้เร็วมากเป็นพิเศษและความสามารถในการพยากรด้วยถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก