Category Archive : ประวัติและตำนาน

อู่เจ๋อเทียน ขึ้นมาเป็นมเหสีได้อย่างไร?

ซึ่งบุคคลนี้ได้เป็นบุคคลหนึ่งในยุคราชวงศ์จีนและบุคคลผู้นั้นคนไทยรู้จักกันในนามว่า บูเช็คเทียน จะเรียกว่าพระมเหาสีบูเช็คเทียนจะเรียกว่าพระนางบูเช็คเทียนหรือจะเรียกว่าจักรพรรดิบูเช็คเทียนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และก็เวลาที่เราพูดถึงพระนางเวลาเราพูดถึงคำว่าบูเช็คเทียนนั้นคือสิ่งที่คนไทยรู้จักแต่ถ้าเราจะพูดให้เคลียร์ บูเช็คเทียนนั้นมาจาก อู่เจ๋อเทียน 

โดยเรามาจะมาพูดเรื่องราวของสนมอู่หรือว่าพระมาเหสีอู่เจ๋อเทียนหรือที่คนไทยรู้จักกันว่าพระนางบูเช็คเทียนเราอยากจะให้ทุกคนนั้นได้เข้าใจถึงประวิติศาสตร์ที่แท้จริงและในยุคสมัยราชวงศ์ของจีน 

อู่จ้าว เป็นบุตรตรีของ อู่ซื่อฮั่ว ผู้ซึ่งเป็นผู้ค้าไม้และเคยสร้างคุณงามคุณงามดีต่อราชวงศ์ถังเป็นอย่างมาเลยทีเดียวคุณงามความดีของพ่อค้าไม้  ซื่อฮั่ว เกิดจากการคุมงานและก็จัดการในเรื่องของก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆให้กับราชวงศ์ถัง

ดังนั้น  อู่ซื่อฮั่ว ซึ่งผู้เป็นพ่อค้าไม้แล้วทำการก่อสร้างให้กับราชวงศ์ถังนี้จนได้รับคุณงามความดีจนกระทั่งได้เป็น เจ้ากรมแรงงาน และเมื่อ  อู่ซื่อฮั่ว  ได้กลายมาเป็นเจ้ากรมแรงงานแล้วครอบครัวก็ได้เข้ากระแสของระบบราชการอย่างเต็มรูปแบบเลยทีเดียว 

ปรากฏว่า  อู่ซื่อฮั่ว  มีลูกสาวชื่อ อู่จ้าว  เมื่ออู่จ้าว นั้นมีอายุครบ14ปีก็จะต้องเข้าไปเป็นสนมระดับ5ของจักรพรรดิถังไท่จงโดยสนมระดับ5เขาได้มีชื่อเฉพาะ

ซึ่งชื่อเฉพาะชื่อว่า ไฉเหริน ระดับ5ต้องบอกทุกคนเอาไว้ก่อนว่าระดับ5มันไม่ใช่ระดับสูงที่สุดระดับ5มันคือระดับที่ต่ำที่สุดของพระสนมทั้งหลายสนมระดับ1ถือได้ว่าเป็นสนมที่สูงที่สุดแล้วก็สูงไปกว่านั้นก็คือพระมเหสี

ซึ่งเมื่ออู่จ้าวได้เข้าไปเป็นสนมระดับ5หรือที่เราเรียกกันว่า ไฉเหริน เป็นที่เรียบร้อยจักรพรรดิถังไท่จงก็เรียกสนมอู่ว่า เหม่ยเหนียง เป็นชื่อที่จักรพรรดิถังไท่จงทรงพระราชทานให้กับสนมอู่จ้าวก็กลายจากอู่จ้าวกลายเป็น อู่เหม่ยเหนียง 

นอกจากนี้เรื่องราวของสนม อู่ต้องบอกว่ามีเรื่องรวมีสเตอรี่ที่น่าสนใจแล้วก็น่าคิดอยู่มากมายพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยินนายคราวที่ชาวชาตินั้นได้ส่งเครื่องราชบัญนาการเป็นม้ามาให้กับจักรพรรดิถังไท่จงม้าตัวนั้นมีลักษณะที่สง่างามแผงคอของม้าเหมือนกับราชสีเลยทีเดียว

เนื่องจากนี้อย่างไรก็ตามแล้วม้าตัวนี้เป็นม้าดีก็จริงแต่พยศอย่างมากเลยทีเดียวก็เรียกได้ว่าคนเลี้ยงม้าทหารทั้งหลายก็พยายามที่จะปราบม้าพยศตัวนี้แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถปราบม้าพยศตัวนี้ได้จนกระทั่งจักรพรรดิถังไท่จงเครียดมากเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ถูกกฎหมาย

หลุมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด

สำหรับการค้นพบหลุมศพของ เซิง เฮ่า ยี่ มันไม่ได้ค้นพบแค่หลุมศพหรือว่าห้องต่างๆหรือสิ่งของอะไรก็แล้วแต่ที่เขาได้เตรียมเอาไว้ให้ในชีวิตหลังความตายแต่ตามหลักข้อมูลแล้วเขาได้บอกเอาไว้เขาได้มีการค้นพบโครงกระดูกของผู้หญิงถึง8คนได้ถูกฝังเอาไว้อยู่ในนั้นอีกด้วย

ซึ่งตรงนี้เราเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะคิดแบบเราและความคิดของเขามันก็ดันไปตรงกับความคิดของนักประวัติศาสตร์ในหลายๆคนนั่นก็คือโครงกระดูกผู้หญิงทั้ง8คนนี้คือนางบำเรอที่ได้ถูกบังคับให้ตายเพื่อที่จะได้ไปรับใช้เจ้านายในปรดลนั่นเอง

ตรงจุดนี้ได้เป็นความคิดของเซิงเฮ่ายี่ที่จิ๋นซีฮ่องเต้ได้นำเอาแนวคิดมาปรับใช้และมาเป็นพระราชวงศ์ของตัวเองและในช่วงเวลาต่อมาก็ได้มีการก่อสร้างขึ้นแต่ในช่วงเวลาในการก่อสร้างตรงนั้นต้องเข้าใจเลยว่ายุคสมัยนั้นมันไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนอย่างในยุคปัจจุบันที่จะสามารถสร้างตึกหรือสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งต่างๆได้ไวและสะดวกสบาย

โดยที่ไม่ต้องเสียแรงและเสียกำลังพลจนมากเกินไป

ดังนั้นในการที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งใหญ่ๆขึ้นมาชิ้นหนึ่งเขาจะต้องใช้จำนวนคนเป็นอย่างมากเขาได้คาดกันว่านการสร้างอนุสรณ์สถานตรงนี้จะใช้จำนวนคนไม่ต่ำกว่า1แสนคน และจะใช้เวลาสร้างไม่ต่ำกว่า10ปีเลย

เนื่องจากตรงจุดนี้จากการคาดเดาและบวกกับสิ่งที่ได้เห็นบันทึกในโบราณของจีนเขาได้อธิบายถึงสิ่งต่างๆภายในอนุสรณ์สถานว่าพื้นที่โลงศพทั้งหมดมีประมาณ6,000เอเคอร์-24.28ตารางกิโลเมตรภายในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้เพดานด้านบนถูกประดับไปด้วยดาวมากมายบนพื้นมีหนองน้ำมีมหาสมุทรและมีแผ่นดินที่เป็นแผ่นดินหลังความตายขององค์จักรพรรดิ

โดยตรงกลางนั้นจะเป็นพระราชวังศ์จำลองขององค์จักรพรรดิที่ทำขึ้นมาจากทองและได้มีชุดแต่งกายข้าวของเครื่องใช้ที่ได้ทำจากสำริดและรวมไปถึงรูปปั่นทหารรับใช้ที่ได้ล้อมรอบอยู่เต็มพระราชวงศ์ด้วย

นอกจากนี้รูปปั่นของทหารที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้มมันก็เป็นอีกหนึ่ง ผลงานชิ้นเอกที่คนทั่งโลกได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับหลุมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้มากเพราะว่าจากหลักฐานที่ได้มีการค้นพบแล้วน่าตาของรูปปั่นทหารแต่ละคนมีน่าตาและลักษณะเอกลักษณ์ต่างๆไม่เหมือนกันสักตัวบางรูปปั่นมีหนวดบางรูปปั่นไม่มีบางรูปปั่นตาโต

ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันทุกตัวนี้นักโบราณคดีเขาเลยตั้งคำถามขึ้นมาว่าคนจีนสมัยก่อนเขาทำกันได้อย่างไรตรงจุดนี้ในตอนแรกเขาได้มีความคิดว่าในกรณีของรูปปั่นตรงนี้อาจจะเป็นลักษณะเดียวกันที่เซิงเฮ่ายี่บังคับให้ผุ้หญิงมาเสียชีวิตเพื่อไปรับใช้เขาในปรโลกหรือเปล่าตรงนี้มันได้มีมูลเหตุที่เป็นไปได้และตามข้อมูลเขาได้บอกเอาไว้ว่าในตอนแรกได้มีการสังหารทหารจริงๆเพื่อไปรับใช้เจ้านายในปรโลกแต่ด้วยความต้องการที่อยากได้ทหารเป็นจำนวนมากมารับใช้ตัวเองในปรโลกมันมีอยู่มหาสารจะให้เขานำทหารหลักหมื่นหลักแสนคนมาฆ่าแล้วก็ฝังไปพร้อมกับองค์จักรพรรดิมันก็คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะถ้าเกิดว่าได้ทำแบบนั้นขึ้นมามันก็คือการสังหารหมู่ดีๆนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทาง เข้า dewabet

เรื่องราวของยุคตื่นทอง

คุณคงจะรู้จักทองคำแลอันมีค่าที่ใครในหลายๆคนนั้นอย่างจะมีเอาไว้ในครอบครองและในวันนี้เราจะพาคุณมาพบกับเรื่องจริงของทองคำที่คุณนั้นอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

มีทองคำมากแค่ไหน

โดยส่วนใหญ่แล้วอะไรที่มันมีน้อยหรือว่าหาได้ยากของสิ่งนั้นก็มักจะมีมูลค่าสูงและทองคำเองมันก็ได้เป็นหนึ่งในนั้นแล้วพวกคุณรู้กันหรือไม่ว่ามีจำนวนทองคำมากมายขนาดไหนที่ได้ถูกมนุษย์นั้นได้ขุดนำเอาขึ้นมาใช้ ซึ่งในเรื่องนี้ทางสมาพันธ์ทองคำโลก(World Gold Council)ได้มีการเปิดเผยเอาไว้ว่าตั้งแต่ในอดีตจนถึงในปี2017

พวกเขาได้ประมาณการณ์เอาไว้ว่าน่าจะมีทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นจำนวน190,040ตันและถ้าหากเรานำเอาทองคำอันบริสุทธิ์เหล่านี้มาทำเป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกบาศก์มันจะมีความยาวด้านละ21เมตรและจากปริมาณทองคำทั้งหมดนั้นประมาณ47.7%ได้ถูกนำเอามาใช้สำหรับในการทำเครื่องประดับ21.1%ได้ใช้สำหรับในการลงทุน17.1%สำหรับธนาคารกลางและอีก14.1%ได้ใช้สำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและจุดประสงค์อื่นๆ

ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย

เรื่องราวได้เริ่มขึ้นในปี1848ในโรงเลื่อยแห่งหนึ่งที่เมืองsacramento รัฐCaliforniaจากการที่มีชายคนหนึ่งที่ชื่อว่านายjameshalได้ตกลงไปในลำธารที่อยู่ข้างโรงเลื่อยจากนั้นก็พบว่าโคลในใต้ลำธารแห่งนี้มันได้มีทองคำมากมายปะปนอยู่จากนั้นข่าวก็ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วจึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากมายมหาสารได้เดินทางเข้ามาที่โรงเลื่อยแห่งนี้โดยพวกเขาหวังว่าทองคำเหล่านี้นั้นจะช่วยพลิกชีวิตและได้เปลี่ยนพวกเขาให้เป็นเศรษฐีในช่วงข้ามคืนและผลจากกระแสตื่นทองนี้

ก็ได้ทำให้เมืองซานฟรานซิสโกที่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียได้มีประชากรเพิ่มขึ้นในหลายเท่าตัวจากเดิมที่มีจำนวน200คนในปี1846กลายเป็น36,000คนในปี1852และไม่ใช่แค่เมื่อซานฟรานซิสโกแค่เมืองเดียวเพราะในเมืองอื่นในรัฐแคลิฟอร์เนียก็ได้มีประชากรเพิ่มมากขึ้นเช่นกันมากบ้างและน้อยบ้างก็ได้มีความที่แตกต่างกันออกไป

ซึ่งการที่ประชากรในรัฐแคลิฟอร์เนียเพิ่มขึ้นแบบนี้ส่งผลทำให้มีการสร้างโบสถ์และได้มีการสร้างถนนและในส่วนของอาคารบ้านเรือนต่างๆและนั่นมันก็จึงได้ทำให้เรานั้นจึงได้ทำการปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในกระแสที่ตื่นทองที่ว่ามานี่มันจึงเป็นส่วนนี่ก็ได้ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียต่างก็ได้มีความเจริญในด้านต่างๆได้มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างโบสถ์ขึ้นมาเพื่อจะทำให้ประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นนั้นได้ใช้กันและยังมีในการสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้นมาเป็นที่พักอาศัยและปักหลักอยู่ที่เมืองแห่งนี้อย่างถวารจึงได้ทำให้เมืองนี้ได้กลายเป็นยุคเมืองที่ตื่นทองที่สุด

คดีเจ้าพ่อที่ถูกปิดฉากลงด้วยทนายของตัวเอง

เราจะรู้กันดีว่าสำนักงานสอบสวนกลางหรือที่เรานั้นเรียกกันว่า FBI นั้นเก่งในส่วนของเรื่องสืบสวนสืบสวนดังไปทั่วโลกและยังได้ไขคดีต่างๆมามากมายและในยุคสมัยก่อนนั้น FBI จะต้องเข้าทำคดีที่หลากหลายมากๆเช่นสมัยสงครามโลกเน้นคดีโจรกรรมยุคถัดมาได้เน้นคดีอันตพาร ยุคสงครามโลกครั้งที่สองเน้นคดีเกี่ยวกับรทิคอมมิวนิสต์

ต่อมาได้เน้นคดีอาชญากรรในการการเงินและในปัจจุบันเน้นอาชญากรรมระหว่างประเทศการก่อการร้ายรวมไปถึง FBI ยังจะต้องเจอกับอาชญากรตัวใหญ่ๆอีกด้วยและในวันนี้เราจะมาพูดถึงคดีที่ทำให้ FBI สะเทือนในประวิติศาสตร์

อัล คาโปน เจ้าพ่อเหนือเจ้าพ่อ

ในช่วงต้นยุค1920ได้เป็นยุคที่ธุรกิจผิดกฏหมายเฟื่องฟูถึงขีดสุดในประเทศอเมริกาได้มีมาเฟียเกิดขึ้นมาทุกคนเพื่อที่จะมาท้าทายอำนาจรัฐแต่มีอยู่คนหนึ่งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตำนานของวงการมาเฟียเขานั้นได้ทำธุรกิจที่ผิดกฏหมายหลายต่อหลายอย่างรวมถึงได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฆ่่าตกรรมอยู่หลายสิบคดีและยังได้เล่ากันว่าFBIได้มีแฟ้มเอกสารรายละเอียดของคดีที่ได้มีเขานั้นเกี่ยวข้องอยู่เป็นเล่มๆ

แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถที่จะเอาผิดตัวเขาได้จากนั้นยังได้กล่าวกันอีกว่าเขานั้นยังได้ซื้อองค์กรตำรวจได้ทั้งองค์กรอีกทั้งงไม่ว่าจะแก๊งค์น้อยใหญ่ที่ไหนก็ไม่กล้าที่จะสามารถไปต่อกอนกับเขาได้อีกทั้งยอดทั้งให้เป็นเบอร์หนึ่งแห่งยุคและคนที่เรานั้นจะพูดถึงคือ อัล คาโปน เจ้าพ่อแห่งมาเฟียในอเมริกานั้นเอง แต่ในปี1931 ชีวิตของเจ้าพ่อมาเฟียในแห่งยยุคก็ต้องจบลงโดยน้ำมือของทนายส่วนตัวของเขาเองEasy Eddie ได้เป็นทนายความที่ได้มีชื่อเสียงมากที่ที่สุดในยุคนั้น

เขาจะต้องการที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกของเขาจึงทำให้เขานั้นได้ตัดสินใจที่จะเข้าไปติดต่อกับองค์กรตำรวจและให้การปรัก ปรำ อัล คาโปน และพรรคพวกในข้อหาเลี่ยงภาษีจนในท้ายที่สุดองค์กรด้านตำรวจนั้นสามารถที่จะเข้าผิด  อัล คาโปน ได้ถึงแม้ว่า Easy Eddie จะต้องถูกคนของ อัล คาโปน รอบยิงจนทำให้เขานั้น

ได้เสียชีววิตลงและส่วน อัล คาโปน  ก็ได้ส่งตัวไปคุมขังอยู่ในคุกซึ่งได้เป็นคุกที่แน่นหนามากที่สุดในยุคนั้นของในประเทศอเมริกาจากนั้นก็ได้เปิดฉากของชีวิตเจ้าพ่อมาเฟียเจ้าพ่อผู้เป็นตำนานมาเนินนานถึงหลายทศวรรษในที่สุดและจากนั้นทางด้านขององค์กรตำรวจนั้นก็จะไม่ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพ่ออีกต่อไป

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  9luck

ชนเผ่าที่ปฏิเสธจากโลกภายนอก

เมื่อว่าโลกของเราทุกวันนี้จะก้าวหน้าและได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วแต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีชนเผ่าที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลและได้ดำเนิดชีวิตอยู่อย่างลำพังตัดขาดจากความเจริญภายนอกอยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อยหลายครั้งที่นักสำรวจได้พบเจอก็จะมีการต้อนรับและเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้บ้าง

แต่ก็จะไม่ใช่ในทุกเผ่าที่จะต้อนรับการมาเยือนจากบุคคลภายนอกทุกคนและยังคงจะมีบางเผ่าที่จะต้องการอยู่อาศัยโดยที่ไม่ต้องการการรบกวนจากคนภายนอกอยู่มีการขับไล่พเอให้ออกจากพื้นที่ของตนเองและได้รุนแรงถึงขั้นที่เสียชีวิตก็มีเรามาดูกันว่าจะมีชนเผ่าอะไรกันบ้าง

ชนเผ่าMentawai Tribe 

เป็นชนเผ่าโบราณผู้ที่อาศัยอยู่ในที่พื้นป่าฝนที่ตั้งอยู่ในประเทศอินเดียมาหลายพันปีโดยที่ไม่ถูกการรบกวนจากเวลาไม่มีไฟฟ้าชีวิตล่วนอยู่กับธรรมชาติและได้มีการดำรงด์ชีวิตในความเป็นอยู่กันอย่างเรียบง่ายสร้างบ้านและทำของใช้จากไม้ไผ่และใบหญ้าส่วนผู้ชายนั้นก็จะมีหน้าที่ที่ต้องไปล่าสัตว์นอกจากนั้นภายในหมู่บ้านเองนั้นก็ยังมีหมอผีประจำเผ่าคอยเป็นคนทำหน้าที่รักษาคนภายในหมู่บ้านและเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ 

ชนเผ่าเมนตาไว คือการเหลาฟันให้แหลมคมเหมือนกับฟันจระเข้และสักตามลำตัวด้วยยางไม้ในการที่จะได้มาซึ่งรอยสักนั้นในสมัยเมื่อ30ถึง40ปีก่อนก็จะต้องสังหารศัตรูในการรบระหว่างเผ่าหากยิ่งฆ่าได้มากในจำนวนแทบของต้นแขนนั้นก็จะยิ่งเพิ่มได้มากขึ้นอีกทั้งยังได้รับความนับถือจากคนในเผ่ามากขึ้นอีกด้วยและสำหรับอาวุธที่เป็นชั้นยออดของชาวชนเผ่ามนุษย์เมนตาไวนี้คือหอกและธนูที่อาบไปด้วยยาพิษ

ซึ่งมันจะสามารถที่จะล้มหมู่ป่าตัวขนาดใหญ่ได้แค่เพียงในไม่กี่อึดใจแต่สำหรับในปัจจุบันนั้นในความที่มีความเจริญของโลกภายนอกก็ได้แผ่เข้าไปและก็ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตแบบดั่งเดิมและจำนวนของชาวเมนตาไวที่ยังคงได้อาศัยกันอยู่ในป่าจึงได้มีการที่ลดจำนวนลงกันอย่างต่อเนื่องและสำหรับลูกหลานรุ่นใหม่หันหน้าเข้าสู่เมือง

และมีน้อยคนที่จะรับในช่วงต่อจากบรรพบุรุษและโชคยังดีที่ได้มีคนรุ่นใหม่ต่างก็ได้ตั้งปณิธานสือทอดในความหวังและในความเป็นประเพณีของชนเผ่าในคำของบอกเล่าและในพิธีกรรมของผู้เฒ่ามันจึงได้ถ่ายทอดไปยังเมนตาไวเลือดใหม่เหล่านี้เพื่อให้ได้เติบโตและเดินตามรอยเท้าของบรรพบุรุษในพื้นที่ป่าแห่งนี้ต่อไป

ตำนานผีญี่ปุ่น

ขึ้นชื่อว่าผีหลายคนคงจะกลัวและไม่อยากที่จะเข้าไกล้หรืออยากที่จะพบเจออย่างแน่นอนแต่ในโลกวิญาณก็คงจะเหมือนกับมนุษย์คือจะมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีวันนี้เราจะมาเสนอเรื่องราวของผีหรือวิญญาณหรือปีศาจของความเชื่อในตำนานจากประเทศญี่ปุ่นที่มันอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดบางเรื่องมันอาจจะทำให้คุณอยากจะพบเจอในขณะที่บางเรื่องอาจจะทำให้คุณนั้นรู้สึกแปลกๆเรามาดูกันเลยว่าจะมีเรื่องในตำนานที่สุดแปลกจากประเทศญี่ปุ่นกันเลย

เคระเคระอนนะ 

เคระเคระอนนะ หรือผีสาวหัวเราะเธอมักจะปรากฏตัวในรูปแบบของผู้หญิงในวัยกลางคนสวมชุดกิมโนแต่งหน้าหนาทาลิปสติกสีแดงและมักจะหลบซ้อนอยู่ในสอกซอกในย่านคมแดงซึ่งได้เป็นแหล่งที่ค้าประเวณีเธอมักจะปรากฏตัวด้วยเสียงหัวเราะและมีความสามารถที่จะขยายตัวให้ใหญ่เหมือนกับยักษ์ได้ใครได้ฟังดูมันอาจจะเป็นเรื่องหน้าตลก

แต่สำหรับเธอแล้วมันไม่น่าตลกอย่างที่คิดเพราะในตามตำนานในตอนที่เธอนั้นยังมีชีวิตอยู่เธอได้ประกอบอาชีพเป็นโสเภณีซึ่งจะโดยกดขี่สารพัดความสุขทนในยามที่เธอนั้นยังคงมีชีวิตอยู่จึงทำให้เธอนั้นไม่สามารถที่จะผ่านชีวิตหลังความตายนี้ไปได้เธอจึงได้กลายมาเป็นเคระเคระอนนะคอยหัวเราะประชดประชันกับสิ่งที่ผ่านมาด้วยความทุกข์ระทมนั่นเอง

เทนางะบะบา

เทนางะบะบาได้เป็นปีศาจที่โด่งดังในภาคเหนือของจังหวัดชิบะได้เชื่อกันว่าได้เป็นปีศาจที่อาศัยอยู่ในน้ำและจะคอยดูแลเด็กๆที่จะมาเล่นน้ำโดยเฉพาะจากแหล่งน้ำที่อันตรายจุๆก็จะมีแขนที่ยาวยื่นออกมาแล้วก็ขู่ว่าเดี๋ยวจะดึงลงไปในน้ำเพื่อจะระวังจะไม่ให้เด็กมาเล่นน้ำโดยบริเวณที่อันตรายบางตำนานก็ว่าอยู่เมืองทาคาโอกะเมืองทาคาโอกะได้เล่ากันมาว่าได้มียายแก่คนหนึ่งได้อาศัยอยู่บนยอดเขาหรือภูเขาเปลือกหอยและจะชมนั่งมองทะเลทั้งวันและเมื่อเธอหิวก็จะยื่นแขนนั้นออกไปจับหอยมากินในปัจจุบันนั้นก็ยังได้มีเปลือกหอยให้หลงเหลือเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานอยู่บนภูเขาเป็นจำนวนมาก

ซาชิกิวาราชิ

ซาชิกิวาราชิเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ7ถึง14ปีไว้ผมหน้าม้าและชอบอาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆหรือคฤหาสน์ที่ได้มีประวัติมากยาวนานแต่ในสภาพบ้านนั้นจะต้องไม่ทรุดโทรมยังมีคนดูแลและจะต้องไม่สกปรกด้วยและถ้าเป็นบ้านสมัยใหม่ซาชิกิวาราชิก็จะเลือกบ้านที่ไม่มีสำนักงานที่อยู่ในตัวบ้านเพราะไม่ชอบเสียงสียงอึกทึกและมีผู้คนเดินไปมาตอนกลางวันก็จะอาศัยอยู่ในห้องที่อยู่ใต้หลังคาหรือในห้องเก็บของพอตกกลางคืนก็จะออกมาวิ่งเล่นภายในบ้าน

หรือมาทำความสะอาดซาชิกิวาราชิยังจะช่วยปกป้องเจ้าของบ้านจากภัยอันตรายต่างๆรวมไปถึงไม่ให้สิ่งอัปมงคลเข้ามาในบ้านด้วยคนชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าหากซาชิกิวาราชิได้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านของใครก็จะนำเอาความโชรลาภมาให้สู่บ้านหลังนั้นแต่ถ้าเมื่อใดที่ซาชิกิวาราชิได้ออกจากบ้านหลังนั้นไปทรัพย์สินสมบัติความเจริญรุ่งเรืองที่ซาชิกิวาราชินำเอามาให้ก็จะหายไปด้วย

การเดินทางพิชิตภูเขาไฟไปได้ยากลำบาก

สำหรับสถานที่นี่ที่เป็นการเดินทางได้ยากมากที่สุดในโลกและเราทุกคนก็คงจะรู้ดีแล้วว่าในการเดินทางในสมัยนี้มันสะดวกรวดเร็วเราสามารถเดินทางไปได่ในทุกที่ที่เรานั้นอยากไปแต่ก็ยังมีบางจุดที่มนุษย์นั้นไม่สามารถนั้นเลยแล้วพวกคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าจุดที่มันเดินทางไปได้ยากมากที่สุดนั้นมันจะอยู่ที่ไหนกันแน่และถ้าเราจะเป็นคนที่เดินทางไปเปิดโลกใหม่นั้นพวกเราจะสามารถไปที่นั่นได้อย่างไรและวันนี้เรามาดูกันเลยว่าจะมีที่ไหนกันบ้าง

หากใครที่ได้มาถึงยังที่เกาะแห่งนี้สิ่งที่น่าท่าท้ายให้เหล่านั้นผจญภัยจะต้องเดินทางไปที่นั่นนั้นก็คือที่บนเกาะแห่งนี้จะมีภูเขาไปที่สูงที่สุดที่ได้ตั้งอยู่บนเกาะ ซึ่งมันมีความสูงมากถึง1850เมตรการที่จะขึ้นไปยังจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้นั้นมันทำได้ยากมากและก็แทบจะขึ้นไปไม่ได้เลยโดยในปี1960ชายคนแรกที่ขึ้นไปเหยียบจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้นั้น

เขาจะต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปเพื่อให้ขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ถึงจะสามารถไปถึงภูเขาที่นั่นได้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นยอดเขาที่อยู่ห่างไกลมากที่สุดในโลกแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นสถานที่ที่ไปได้ยากมาที่สุดในโลกซึ่งยังมีสถานที่ที่ไปได้ถึงยากกว่านี้อีกอย่างเช่นภูเขาไฟซิดนีย์มันเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในทวีปแอนตาร์กติกาแน่นอนแล้วว่าทวีปแอนตาร์กติกามันเป็นสถานที่ที่ไปได้ยากมากและในปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินใดจากที่ไหนบนโลกเปิดเส้นทางการเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ภูเขาไฟซิดนีย์ซึ่งได้ตั้งอยู่บนดินแดนที่ห่างไกลในทวีปแอนตาร์กติกานั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเรียกว่าMarie Byrd Land มันเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอ้างสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของในปัจจุบันที่นี่มีลักษณะค้างๆกับดวงจันทร์

ซึ่งภูเขาไฟลูกนี้มีความสูงมากถึง4,285เมตรภูเขาไฟลูกนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี1934 ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครสามารถที่จะปีนไปถึงจุดสูงสุดได้จนกระทั่งในปี1990ได้มีนักเดินทางเพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปจุดสูงสุดของยอดเขาดูตั้งแต่ในปี2010มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปยังยอดเขาตรงนี้ได้แล้วถ้าหากพูดถึงภูเขาที่สูงที่สุดในโลกแล้วเราคงจะต้องนึกถึงยอดเขายอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งมันตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนประเทศเนปาลและจีน และงจึงเป็นที่ทราบกันดีว่าการเดินทางไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขานี้มันทำได้ยากมากๆมันมีความสูงถึง8,878เมตรและมีผู้ที่สามารถพิชิตเขาลูกนี้ได้เพียง4,000คนเท่านั้น

หมู่เกาะที่ใช้ทำการทอลองยิงนิวเคลียร์

ขึ้งชื่อว่ามนุษย์ย่อมอยู่ในการทำลายลล้างอยู่แล้วและหนึ่งในอาวุธที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์นั้นได้เคยสร้างมาก็คือนิวเคลียร์แม้ว่าจุดเริ่มต้นเจตนาอาจจะเพิ่มความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อความสันติหรือว่าเพื่อปราบก็อตซิลล่านั่นก็แล้วแต่ทุกคนจะใช้วิจารณญาณแต่เศษซากของสถานที่ที่ใช้ทดลองนิวเคลียร์เหล่านี้ก็ยังคงอยู่ให้เราได้เรียนรู้ในอดีตกันบางบางที่ก็กลายเป็ฯที่เที่ยวยอดนิยมแต่บางที่ก็กลายเป็นเขตต้องห้ามที่ไร้ผู้คนเดี๋ยวเรามาดูจุดทดลองนิวเคลียร์ในอดีตจากรอบโลกมันจะมีที่ไหรกันบ้างและสภาพนั้นในตอนนี้มันจะเป็นอย่างไรมาดูกันเลย

เกาะปะการัง บิกินี่ หมู่เกาะมาร์แชล

ที่นี่ได้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำการทดลองนิวเคลียร์ที่เป็นที่รู้จัดกันมากที่สุดในโลกเพราะได้เป็นที่แรกๆที่ได้มีการเผยแพร่ภาพในการทดลองออกสู่สาธารณะอยู่ในระหว่างฮาวายและออสเตรียร์แต่เดิมนั้นได้เป็นเกาะปะการังที่สวยงามและยังได้มีผู้คนอาศัยอยู่แต่ในปี คศ1945 กองทัพสหรัฐก็ได้เลือกสถานที่ตรงนี้เป็นการทดลองปรมาณูโดยอพยพผู้คนออกมาจนหมดและใช้เป็นที่ทดลองอยู่ประมาณ12ปียิงปรมาณูไปทั้งหมด23ลูกผลจากการทดลองบนเกาะนี้ที่เป็นต้นแบบได้การใช้ระเบิดปรมาณูที่ใช้ในเมืองฮิโรชิม่า

และเมืองนางาซากิจนกระทั่งปี คศ1957เกาะนี้ได้ถูกประกาสให้เป็นเขตปลอดภัยจากกัมมันตรังสีแต่ทว่าถูกยิงจนพังขนาดนี้ก็คงไม่มีใครที่อยากจะกลับมาอาศัยอยู่อีกแล้วปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำยอดนิยมไปแล้วรวมไปถึงยังได้ใช้ให้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ในเรื่องต่างๆแต่ที่เด่นมากที่สุดก็น่าจะเป็นที่ได้ถูกกล่าวในเรื่องของก็อตซิลล่าด้วยว่าสาเหตุที่แท้จริงแล้วในการยิงนิวเคลียร์ในที่เกาะแห่งนี้เพื่อที่จะได้จัดการกับบางสิ่งบางอย่างนั้นเอง

โดมกระบองเพชร หมู่เกาะมาร์แชล 

ต่อเนื่องจากการทดลองในแถบในหมู่เกาะมาแชลและโดยบริเวณไกล้เคียงบริเวณแปซิฟิกตอนใต้ที่ได้ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานเป็นสิบปีแถบนั้นจึงเต็มไปด้วยของซากสิ่งที่ตกค้างที่ปนเปื้อนรังสีช่วงปลายยุคสงครามเย็นประมาณปี คศ1970 กองทัพสหรัฐจึงได้เริ่มเข้ามาเก็บกวาดและได้นำเศษซากไปฝังเอาไปที่บริเวณหลุมที่เกิดจากการทดลองนิวเคลียร์เส้นผ่าศูนย์กลาง106เมตรเสร็จแล้วจึงได้สร้างโดรมคอนกรีตควบทับเอาไว้ถึงแม้จะมีป้ายเตือนให้ระวังการปนเปื้อนปักไว้มันก็ไม่อาจห้ามให้ผู้คนที่สนใจหลุมนิวเคลียร์เข้ามาชมในความแปลกตาของที่นี้ได้ถึงแม้จะมีประกาสอย่างไรก็ไม่อาจห้ามได้อยู่ดี

 

สนับสนุนโดย  rb88

สิ่งก่อสร้างที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ถึงทุกวันนี้?

เราหาทางจนรู้วิถีการที่โลกหมุนรอบตัวเราสิ่งที่หน้าสนใจก็คือความรู้นี้นั้นมาจากการเรียนรู้ทดลองและผิดพลาดมากกว่าพันธ์ปีแต่อย่างไรก็ตามเรายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่มีทางรู้และนี่ก็คือสิ่งที่ได้ถูกก่อสร้างขึ้นทั่วโลกที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้

Longyou Caves 

การค้นพบที่ดีบางครั้งเกิดขึ้นจากความบังเอิญในเมืองซูโจวประเทศจีน ที่หมู่บ้านรองยู ถ้ำ Longyou ถูกค้นพบในตอนที่สูบน้ำออกจากบ่อในปี 1992บ่อน้ำมากมายในบริเวณนั้นได้ถูกสูบน้ำออกและชาวบ้านในระแวกนั้นได้เข้ามาเห็นก็ถึงกับตกใจเมื่อได้เข้ามาพบว่ามันได้มีถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้นั้นรวมไปถึงในถ้ำมีการแกะสลักด้วยมือถึง24ถ้ำถึงแม้จะเป็นถ้ำที่แยกตัวกันแต่ละถ้ำนั้นก็แบ่งด้วยผนังกำแพงบางๆเท่านั้นภายในถ้ำนั้นได้มีความลึกลงไปประมาณ30เมตร

และยังได้ปกคุมไปด้วยลายเส้นและสัญลักษณ์แกะสลักมากมายหากเราย้อนกับไปในปี200คริสตศักราชสัญลักษณ์และการแกะสลักถูกเขียนด้วยวิธีที่แปลกประหลาดหมายความว่ายังต้องใช้เวลาเพื่อถอดคำโบราณอีกต่อไปและยังไม่ได้พบอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้ในการแกะสลักเลยสักชิ้น แต่ซึ่งที่ทำให้ภายในถ้ำนี้ดูลึกลับไปกว่าเดิมก็คือ มันไม่มีการจดบันทึกประวัติการเกิดของภายในถ้ำแห่งนี้เลย หรือในบางทีมันก็อาจจะมีแหล่งอารยธรรมใดอาศัยอยู่ที่นี่และจะต้องการปกป้องจากโลกภายนอกเป็นอย่างมากจนต้องหลบหนีจากผู้คนที่ได้อาศัยอยู่โดยรอบนั้นเอง

Lalibela ChUrches

จะเป็นอย่างไรถ้าสิ่งก่อสร้างแห่งนี้นำพาโบสถ์มาให้กับประวัติศาสตร์สนา เอธิโอเปีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้มีศาสตร์สนาคิดที่เก่าแก่มากที่สุดในโลกสำหรับในการถูกค้นพบในครั้งนี้ Lalibela ChUrches หรือนี่ว่าจะเป็นหลักฐานสำหรับการยื่นยันคำกล่าวอ้างส่วนนี้ได้ มีคริสต์ศาสนิกชนได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 330 และ โบสถ์ที่สลักไปด้วยหิน Lalibela ChUrchesก็ได้มีอายุที่จะย้อนไปถึงในสมัยในยุคกลางสำหรับโบสถ์ในแต่ละหลังนั้นก็ได้อยู่ลึกลงไปภายใต้ในพื้นดิน131ถึง146เมตร

จะมีทั้งหมด11หลังและก็ยังคงสร้างความฉงนให้กับโลกอยู่ถึงในทุกวันนี้และภายในในแต่ละหลังนั้นยังมีความโล่งกวงอีกทั้งภายในตัวกำแพงนั้นก็ยังมีการแกะสลักไปด้วยรูปไม้กางเขนเพื่อที่จะทำให้มันได้มีแสงสว่างนั้นได้ส่องเข้ามาอีกทั้งโครงสร้างเหล่านี้ยังมีความสลับซับซ้อนอยู่อีกทั้งยังมีการก่อสร้างที่มันไม่ได้ง่ายเลยสะจริงๆแต่ก็ยังไม่รู้ที่แน่นชัดว่าใครกันที่เป็นคนสร้างโบสถ์เหล่านี้ขึ้นมา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  sagame

อาหรับ และ อิสราเอล

การสู้รบ6วันของ อาหรับ และ อิสราเอล

ในวันที่22พฤศจิกายนได้มีการออกข้อมติข้อที่242ได้เรียกร้องให้ อิสราเอล ถอนทหารออกจากดินแดนที่ยึดครองและให้นายโมเช่ ดายาน รองเอกราชของอิสราเอลเพื่อที่เป็นการแลกเปลี่ยนและให้หลักประกันความสงบในเขตแนวพรมแดนเป็นการตอบแทนแต่เหตุการณ์นั้นมันก็ไม่ได้เป็นไปตามแบบอย่างข้อมติที่242ไม่ทางด้านฝ่าย อาหรับ และ ทางฝ่าย ปาเลสไตน์ก็ยังคงได้ประกาสที่จะต้องการรบกับอิสราเอลต่อไป ในขณะที่ทางด้านฝ่ายของอิสราเอลเองก็ยังไม่ยอมคือดินแดนที่ได้ยึดครองมาภายใต้บรรยากาศที่ยังไม่ได้เลิกเป็นศัตรูกัน

ด้วยเหตุการณ์นี้การโจมตีด้วยการก่อการร้ายและในความตอบโต้ก็ยังคงจะมีอีกต่อไป อิสราเอล กับ อียิปต์ ก็ยังคงยิงปืนใหญ่ให้พลแม่นปืนหรือโจมตีทางอากาศต่อกันเป็นครั้งเป็นคราวและในต่อมาอีกหลายปีแต่ถึงอย่างไรถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงกันแล้วแต่สถานการทางภูมิภาคก็ยังมีท่าทีที่เปราะบางมากนอกจากนี้ทางด้าน อิสราเอล นั้นก็ได้เสริมความมั่นคงในดนอดนที่ได้ยึดครองมาด้วยและในการขยายขอบเขตของแนวป้องกันจนไปถึงขอบเขตของประเทศอาหรับทั้งใน sinai Peninsuia  และที่ราบสูงอย่าง Golan Heights มีป้อมค่ายที่แข็งแรง

และทางด้าน อิสราเอล ก็ยังประกาสอย่างมั่นใจว่าจะเก็บเยรูซาเล็มเอาไว้เพื่อเป็นเมืองหลวงไปชั่วนิรันดร์ที่ไม่สามารถจะแบ่งแยกได้ของตน ซึ่งก็ได้สร้างความโมโหอย่างหนักให้กลับทางด้านฝ่ายของอาหรับจนกระทั่งต้องนำไปสู่สงครามกันอีกครั้งเมื่อในปี1973นั้นถึงแม้จะไม่มีผลงานที่จะปรากฏขึ้นในตอนนั้นแต่อย่างไรมันก็มีข้อมติที่242จากนั้นก็ได้วางลากฐานนั้นเอาไว้ให้กับกระบวนการของสันติภาพและ ซึ่งมันก็จะค่อยจะมาเป็นรูปเป็นร่างในช่วงของศตวรรษที่1970

และจากเหตุการณ์เราก็สามาราถที่จะสรุปได้แล้วว่าสาเหตุที่จะทำให้กลุ่มประเทศชาติอาหรับนั้นอับอายขายขี่นาก็เพราะว่าได้เข้ารวมกลุ่มกันประมาณ5ชาติหรือ5ประเทศชาติด้วยกัน ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะจะรุกโจมตีทางประเทศชาติ อิสราเอล แค่เพียงกลุ่มเดียวโดยที่ประเทษชาติ อิสราเอล นั้นไม่มีประเทศไหนเลนที่จะเข้ารวมโจมตีศึกในครั้งนี้ด้วย แต่ถึงอย่างไร ซึ่งผลก็ได้ปรากฏออกมาว่าทางด้านกลุ่มของประเทศ อาหรับ นั้นก็ได้พ่ายแพ้อย่างไม่เป็นชิ้นเป็นอันพ่ายแพ้อย่างย่อยยับแบบว่าชนิดที่บอกได้เลยว่าสู้ประเทศอิสราเอลไม่ได้เลยสักนิดเดียวทั้งที่ที่ทางฝ่ายประเทศอาหรับนั้น

ก็มีกำลังพลกำลังทหารที่เยอะกว่ามีอาวุธที่ทันสมัยกว่าแต่กลับว่าด้วยความที่ อิสราเอล นั้นจะมีความฉลาดมากว่าซึ่งได้ชิงโจมตีก่อนและได้ชิงทำลายสิ่งที่สำคัญของข้าศึกก่อนซึ่งก็ทำให้ตัดกำลังออกไปได้ก็เลยทำให้ อิสราเอล นั้นกำชัยมีความได้เปรียดเหนือกว่ากลุ่ม อาหรับ ทั้ง 4 5 ประเทศซึ่งผลที่ออกมาก็คือประเทศ อิสราเอล เป็นฝ่ายชนะ

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนเหล่านี้โดย  BK8