Category Archive : ประวัติศาสตร์

เหตุการรัฐประหารของกัมพูชาในช่วงต้นทศวรรษที่1970

เมื่อช่วงในทศวรรษที่1970ในสภาพของโลกนั้นก็ยังอยู่ในภัยของสงครามในแบบเดิมๆทั้งที่ประเทศจีนและโซเวียตนั้นต่างก็ได้มีข้อหากันมานานอยู่แล้ว และ ทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาก็ยังได้อยู่ในสงครามเวียดนามมาอย่างยาวนาน

จากนั้นมันก็ทำให้สหรัฐอเมริกาก็จะดูเหมือนว่าไม่มีทีท่าที่ฝั่งสหรัฐนั้นจะมีชัยชนะ ในภายหลังจากนั้นมา ด้านประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ก็ได้ตัดสินใจว่าจะต้องถอนเอาทหารออกจากเวียดนามเสียทีแต่ทางด้านของสหรัฐนั้นจะถอนออกมาอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียน่าและจะถอนออกมายังไงไม่ให้ดูเหมือนว่าอเมริกานั้นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ที่ปรึกษาจากต่างประเทศของ ริชาร์ด นิกสัน

ก็คือนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ก็เลยได้เข้าไปบอกกับ ริชาร์ด นิกสันว่าจะต้องหันไปเปิดความสัมพันธ์กับประเทศจีนก็เพราะว่าประเทศจีนกับโซเวียตนั้นเขาได้เป็นศัตรูกันมันจึงทำให้ประเทศจีนนั้นได้เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาได้และนี่มันก็ได้วิธีคิดในสงครามเย็น ถ้าหากว่าประเทศสหรับอเมริกาได้จับมือกับประเทศจีนแล้วมันก็จะเป็นการได้เปิดทางให้ประเทศจีนในเข้ามาขยายอิทธิพลในแถบตะวันออกเฉียงใต้มาช่วยกันล้มอำนาจของสหภาพโซเวียต

และลัทธิคอมมิวนิสต์แบบโซเวียตอีกด้วยมันก็จะไม่ทำให้โดมิโนนั้นล้มได้อีกและประเทศไทยก็จะไม่กลายเป็นคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ทางด้านฝั่งประเทศจีนนั้นก็อยากที่จะเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว นั่นมันก็เป็นเพราะว่าประเทศจีนนั้นจะต้องการที่ได้รับการยอมรับในสหประชาชาติซึ่งประเทศจีนนั้นไม่ได้รับการรับรองจากบิ๊กในสหประชาชาติ ก็เพราะว่าในยุคนั้นใครต่อใครก็รับรองจีนใต้หวันให้ได้เป็นจีนที่แท้จีน  จากนั้นจีนกับสหรัฐอเมริกาก็ได้สมประโยชน์กันในจุดนี้

จากนั้นดานฝั่งของกัมพูชาในต้นปี1970ก็ได้เกิดเหตุการรัฐประหารเกิดขึ้นในขณะที่ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ก็ได้เดินทางไปรักษาอาการป่วยที่ต่างประเทศจากนั้นรัฐสภาก็ได้มีการยื่นยัดติถอดถอนสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ออกจากประมุขแห่งรัฐจากนั้นก็ได้แต่งตั้ง นาย พลลอน นอล ที่เป็นนายทหารการเมืองให้ได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนและก็ได้เปลี่ยนกัมพูชาให้เป็นสาธารณะรัฐที่เป็นอำนาจอยู่ฝ่ายขวาที่คอยสนับสนุนสมเด็จพระนโรดม สีหนุก็ได้ย้ายมาสนับสนุน นาย พลลอน นอล แทน

ส่วนสมเด็จพระนโรดม สีหนุนั้นก็ต้องลี้ภัยและได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาที่ปักกิ่งในขณะนั้นสมเด็จพระนโรดม สีหนุก็จะต้องหาแรงที่เข้ามาสนับสนุนซึ่งก็ได้มาจากในพรรคคอมมิวนิสต์ที่จีนซึ่งได้ผ่านสัมพันธ์ที่ดีการสนับสนุนนี้มันได้เกิดขึ้นที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเข้ามาสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ใต้ดินที่อยู่ในกัมพูชาซึ่งมันก็ได้เป็นกลุ่มของเขรมแดงนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8 thai

หมู่บ้านในฝันของคุณเป็นแบบไหนกัน?

คนเราทุกคนหลายก็ได้มีความใฝ่ฝันที่อยากจะมีหมู่บ้านอย่างไรและเราก็ยังได้เชื่ออีกว่าทุกคนนั้นก็จะต้องเลือกหมู่บ้านที่มันมีทิวทัศน์ที่สวยงามดูไม่เหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆแต่อย่างไรก็ตามโลกใบนี้มันก็มีหมู่บ้านที่ไม่เหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆ

ที่ไม่เหมือนใครอีกด้วยซึ่งมันจะทำให้คุณนั้นได้หลงไหลไปกับความเป็นธรรมชาติที่มันได้ถูกสร้างเอาไว้และยังมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เหมือนกับที่ไหนๆและมันจะมีหมู่บ้านอะไรกันมาดูเลย

หมู่บ้านBan Rak Thai หรือหมู่บ้านรักไทย แม่ฮ่องสอน

ในวันนี้เราจะพากันไปพบกับหมู่บ้านที่คนภายในประเทศไทยที่สามารถเข้าไปเที่ยวชมกันได้อย่างแน่นอน สำหรับหมู่บ้านรักไทยนั้นได้เป็นหมู่บ้านของชาวจีนยูนานที่ในอาดีตนั้นได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานรกรากอยู่ที่บริเวณพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งจะมีความสูงที่อยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ1,677เมตร นอกจากนี้ต้องขอบอกเลยว่าจะมีระดับความหนาวกันตลอดทั้งปีกันเลยทีเดี่ยว

ซึ่งในบรรยากาศของหมู่บ้านนั้นได้ถูกโฮบล้อมไปด้วยภูเขาและหมอกนอกจากนี้ภายในบริเวณของหมู่บ้านนั้นก็ยังได้มีทะเลสาบที่สวยงามมากๆอีกด้วย และที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ก็ยังได้มีบ้านพักที่เอาไว้สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวที่ได้มีเอกลักษณ์ที่มีความแตกต่างกันออกไปอีกทั้งยังได้มีไร่ชาที่ได้ปลูกเอาไว้โดยรอบๆหมู่บ้านอีกด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่าอารมณ์เหมือนไปเหมือนจีนยังไงก็ไม่รู้

หมู่บ้านTrou de Bozouls หรือ หมู่บ้านหลุมยักษ์ในฝรั่งเศส

ซึ่งใครที่ได้ฟังชื่อหมู่บ้านแห่งนี้แล้วใครต่อใครก็ยังงง ทำไมหมู่บ้านแห่งนี้ถึงได้ไปสร้างอยู่ที่บนหลุมซึ่งหมู่บ้านเหนือรู ซึ่งต้องบอกได้เลยว่ามันได้เป็นหมู่บ้านที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก เนื่องจากนี้สถานที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสที่ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่แคนยอนที่มีรูปทรงเกือกม้า ซึ่งมันก็ได้เกิดขึ้นมาเอง

โดยธรรมชาติ และมันก็เหมือนกันกับแคนยอนโดยทั่วๆไปบอกได้เลยว่ามันได้ก่อตั้งขึ้นมากกว่า60ล้านปีก่อนและด้วยที่หมู่บ้านส่วนใหญ่นั้นได้ตั้งอยู่บนหน้าผาที่ได้มีความสูงประมาณ100-400เมตรและผู้คนที่อยู่ที่นี้นั้นพวกเขาได้เคยชินกับหน้าผาที่แห่งนี้

แล้วยังไม่มีความกลัวกับหน้าผาที่มีระดับความสูงแบบนี้อีกด้วย แต่ในทางกลับกันแล้วพวกเขาก็ยังได้อาคัยอยู่ที่หน้าผาที่มันได้เต็มไปด้วยต้นไม้ ซึ่งเราขอบอกได้เลยว่ามันได้เป็นหมู่บ้านที่มันได้มีทิวทัศน์ที่มีความสวยและงดงามและยังได้เป็นสถานที่ที่มันมีอยู่แค่เพียงไม่กี่แห่งที่มันมีอยู่บนโลกใบนี้

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

งูยักษ์ที่ถูกค้นพบได้ว่ามันมีชีวิตอยู่ประมาณ60ล้านปีที่แล้ว

ไททันโอโบอา

สำหรับชื่อนี้ได้ฟังแล้วก็อาจจะขนลุกกันใช่ไหม ซึ่งชื่อนี้มันได้เป็นชื่อของงูที่มันได้มีตัวที่ขนาดใหญ่ที่มันได้เป็นงูที่ไม่มีพิษ เพราะมันได้เป็นสัตว์นักล่าที่ได้อยู่ในช่วงของโลดยุคดึกดําบรรพ์ที่มันได้มีความน่ากลัวกันเลยที่เดียว ซึ่งมันจะมีรูปร่างที่ดูคล้ายกับงูอนาคอนดาแต่มันจะมีลักษณะใหญ่กว่าอนาคอนดาอีกเยอะ

แต่สำหรับในปัจจุบันนี้ ก็ยังไดสันนิษฐานกันอีกว่าเจ้างูยักษ์ใหญ่ขนาดนี้มันได้สูญพันธุ์ไปแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ตามในช่วงปี1959 ซึ่งก็ได้มีนายทหารคนหนึ่งที่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจที่ได้อยู่ด้านบนเฮลิคอปเตอร์ที่ได้มีความสูงประมาณ150เมตรในประเทศคองโกจากนั้นเขาก็ได้พบกับเจ้างูที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งที่มันกำลังออกมาจากที่พักของมัน

เพื่อที่มันนั้นจะทำการบุกเข้าโจมตีกับเฮลิคอปเตอร์จากนั้นเขาก็ได้ขับเฮลิคอปเตอร์เข้าไปให้ได้ใกล้มากที่สุดจากนั้นเขาก็ได้ถ่ายรูปภาพของมันเอาไว้ได้ เนื่องจากว่าเจ้างูยักษ์ใหญ่ขนาดนี้มันได้มีขนาดของลำตัวใหญ่และยังได้มีสีน้ำตาลอมเขียวส่วนหน้าท้องของมันนั้นเป็นสีขาวมีความยาวประมาณ15เมตร

อกจากนี้งูไททันโอโบอามันจะมีรูปร่างที่มันดูเหมือนกับงูอนาคอนดาและมันยังได้มีนิสัยที่คล้ายกันอีกด้วย ซึ่งมันจะชอบหากินสัตว์ที่อยู่ในน้ำ และมันก็ได้มีความยาวที่เฉลี่ยมาอยู่ที่13เมตรและมันก็อาจจะมีความยาวได้มากถึง15เมตรเลยทีเดียวอีกทั้งเมื่อมันได้มีตัวโตเต็มวัยแล้วมันอาจจะไม่มีน้ำหนักที่ถึง2ตัน

นอกจากนี้ในปัจจุบันก้ยังได้มีการค้นพบซากฟอศซิลของงูไททันโอโบอา ซึ่งซากฟอสซิลนั้นมันก้ได้ถูกค้นพบที่ประเทศโคลอมเบียส่วนที่พบเจอนั้นมันจะมีลักษณะที่ใหญ่คาดว่ามันจะเป็นกระดูกสันหลังที่ได้พบมันก็จะมีจำนวนประมาณ180ชิ้น และยังสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นของูทั้งหมดโดยรวมแล้วประมาณ12ตัว

ซึ่งได้ถูกค้นพบได้เมื่อในปี2007 กระดูกสันหลังของมันนั้นจะมีขนาดที่ใหญ่กว่างูอนาคอนดามากไททันโอโบอามันมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคของพาลีโอ ซีนประมาณช่วง56ถึง60ล้านปีก่อน เนื่องจากในยุคนั้นมันได้มีภูมิสภาพที่ได้เป็นป่าดิบชื้นมีอุณหภูมิตลอดทั้งปีโดยประมาณ30ถึง34องศาเซลเซียสไม่อยากจะคาดเลยว่าเจ้างูชนิดนี้มันจะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอยากรู้ว่ามนุษย์เรานั้น

ยังจะมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่หรือไม่มันก็อาจจะไปขยายพันธุ์อยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้และมันก็จะกลับมาอีกครั้ง

2สิ่งที่ได้ถูกพัฒนามาจากธรรมชาติ

เข็มที่ได้เลียนแบบมาจากปากยุง

การที่จะแก้โจทย์ของปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยวิถีทางธรรมชาติหรือในการคัดเลือกของธรรมชาติมันได้เป็นสิ่งที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจและได้มีการทดลองทำตามเพราะมันได้ช่วยทำให้เรานั้นได้ประหยัดเวลาไปได้อย่างมาก เนื่องจากสิ่งที่มันได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติได้มีการผ่านการปรับเปลี่ยนและคัดสรรมาแล้วหลายล้านปีและเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดเอาเองหรือแม้แต่เข็มฉีดยาหรือเข็มที่มันสามารถที่จะเจาะเอาไปสู่เส้นเลือด

เพื่อในการถ่ายเลือดและได้นำส่งยาเข้าไปสู่ในร่างกายของคุณโดยจะทำให้มันได้เจ็บปวดอย่างน้อยที่สุดก็เกิดจากความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้มีการศึกษาและได้มีการเลียนแบบการทำงานด้านเข็มที่มันได้มีอยู่แล้วตามธรรมชาติโดยมนุษย์นั้นก็ได้ประสบความสำเร็จมาจากยุงที่จะมองดูแล้วมันจะเป็นเหมือนกับสัตว์ที่ได้ไรประโยชน์และได้สร้างความลำคานอีก

ทั้งมันยังได้เป็นภาหะของโรคแต่มันก็ได้ทำให้เหล้านักวิทยาศาสตร์ก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับความสามารถเพราะมันมีความสามารถที่จะกัดคนได้โดยที่คนนั้นไม่ได้มีความรู้สึกอะไรด้านงานวิจัยที่ได้มีความเกี่ยวพันกับโครงสร้างและการทำงานของปากเจาะของยุงจึงเกิดขึ้นและก็ประสบความสำเร็จในการเลียนแบบยุงมันจึงทำให้เรานั้นได้เข็มที่มีความสามารถในการที่จะเจาะเข้าทะลุเนื้อและมีความเจ็บปวดที่น้อยลงกว่าเดิมแต่จะไม่คันหลังการเจาะเหมือนกับยุง

ตีนตุ๊กแก สู่แถบกาวพลังอึด

ในตุ๊กแกที่คุณนั้นหลงรักมักจะมีพร้อมกับสิ่งปริศนาอัศจรรย์ที่ได้มีการอัดแน่นไปในทุกช่วงของชีวิตเพราะมันสามารถที่จะปีนผนังหรือยืดเกาะติดกับพื้นผิวได้ทุกประเภคโดยที่จะไม่สูญเสียพลังในการยืดเกาะเลยแม้แต่น้อยสำหรับมนุษย์นั้นก็ได้มีการแกะรอยที่จะรอกเลียนแบบตีนตุ๊กแกมาอย่างช้านานและพวกเราก็จะพบว่าคุณสมบัติในการที่ยืดเกาะชั้นยอดนั้นมันได้มาจากขนที่ได้มีขนาดจิ๋วเป็นล้านๆเส้นที่มันอยู่ใต้นิ้วเท้าด้านทีมวิจัยจากเอ็มไอทีก็ได้มีวิทีที่จะเลียนแบบวิธีนี้

โดยจะพัฒนาขึ้นมาเป็นแถบกาวพลังตุ๊กแกในชื่อGECKSKINที่มันได้มีความเหนี่ยวอย่างมหาสารเพียงขนาดเท่ากระดาษจดซักแผ่นก็สามารถที่จะมีแรงยึดถึงประมาณ317กิโลกรัม นอกจากนี้มันยังได้มีความยืดหยุ่นสูงจนมันสามารถที่จะดัดแปลงไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆได้อย่างมากมายอย่างแผ่นที่ใช้สำหรับปิดบาดแผลแทนการเย็บหรือถุงมือไต่ตะกายตึกมันก็ยังสามารถที่ยังจะเป็นไปได้เช่นกัน

4สัตว์ที่มีอวัยวะที่สุดแปลกเอาไว้ป้องกันตัว

สำหรับใครหลายคนก็น่าจะเคยดูสารคดีสัตว์โลกกันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อยและแน่นอนว่าสัตว์บนโลกเราใบนี้ได้มีความสามารถที่ต่างกันเป็นล้านๆแบบและในวันนี้เราจะมาดูอวัยวะของสัตว์โลกว่ามันมีอะไรที่มันน่าสนใจบ้างรับลองว่ามนุษย์ตาดำๆอย่างเราจะต้องอิจฉากันอย่างแน่นอนกับอวัยวะที่น่าทึ่งของสัตว์โลก

 เซลล์พลานาเรีย

พลานาเรียนั้นมันคือหนอนตัวแบนที่มีความสามารถที่ไกล้เคียงกับอมตะมากที่สุดพวกมันสามารถที่จะงอกแขนขาออกมาได้และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้ตัดพลานาเรียออกไปเป็นชิ้นส่วนชิ้นส่วนเหล่านั้นจะเติบโตเป็นหนอนตัวใหม่เกิดขึ้นมาโดยยังคงความทรงจำของหนอนดั้งเดิมเอาไว้ได้อีกด้วยอาจจะเรียกได้ว่าพลานาเรียสามารถที่จะโคนตัวเองได้ก็ไม่ผิดนั่นเอง

อวัยวะรับฟีโรโมนของงู

งูทั่วไปจะมีอวัยวะที่รับฟีโรโมนที่แตกต่างจากสัตว์ประเภคอื่นมันสามารถช่วยตามรอยเหยื่อได้จากระยะที่ไกลมากด้วยจากการตรวจจับฟีโรโมนที่แม่นยำมากจากการที่มันนั้นได้ใช้ลิ้นสัมผัมกับกลิ่นฟีโรโมนในอากาศได้โดยที่ไม่ต้องไปสัมผัสโดยตรง ซึ่งถ้าเรามีความสามารถเช่นนี้ก็ไม่มีผู้ร้ายคนไหนที่หนีเนื้อมือผู้รักษากฏหมายไปได้

 ตับของกบไม้

คิดดูสิว่าถ้าหากว่าคุณนั้นได้ตกลงไปในลำธารหนาวหรือปีนขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์ได้โดยที่ไม่เสียชีวิตหรือแม้แต่จะโดยแช่แข็งจะดีแค่ไหนสำหรับกบไม้พวกมันสามารถลดการเผาผลาญพลังงานให้ช้าลงอย่างมากจนน่าตกใจรวมทั้งหยุดการทำงานของอวัยวะทั้งร่างได้และไม่ต้องใช้ออกซิเจนด้วยความลับของตัวมันก็คือการหลั่งกลูโคสจากตับเข้าสู่กระแสเลือดและบังคับให้เข้าสู่อวัยวะภายในทั้งหมดทำหน้าที่เป็นสารต้านความแข็งตัวตามธรรมชาติได้

 ตาของดาวทะเลเปราะ

ดาวทะเลเปราะคือสิ่งที่มีชีวิตที่น่าทึ่งเมื่อมันสามารถมองเห็นจากสิ่งรอบตัวจากทุกทิศทางได้แม้ว่ามันไม่มีดวงตาก็ตามนี่เป็นเพราะคิดตรองที่อยู่รอบตัวของพวกมันทำน่าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากการรับรู้ทิศทางของแสง ซึ่งมนัได้เกิดจากเซลล์จำนวนมากบนตัวมันที่ได้ไวต่อแสงเป็นจำนวนมากลองคิดดูถ้าหากว่าในตัวคนเรานั้นมีความสามารถดั่งเช่นนี้

เราจะไม่มีวันโดนทำร้ายจากคนด้านหลังหรือจะโดนของตกใส่เป็นแน่นทั้งนี้ในลำตัวของพวกมันนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวจากอันตรายที่ไหนทั้งนั้นเพราะในตัวของมันนั้นได้มีเซลล์ที่สามารถตรวจจับจากสิ่งที่จะเข้ามาทำร้ายได้จากระยไกลได้เป็นอย่างดี

การเปิดฉากยิงโดย ซัดดัม ฮุสเซน โจมตีประเทศอิหร่าน

เมื่อ ซัดดัม ฮุสเซน ในอยู่ในตำแหน่งนานเข้าศักยภาพทางอำนาจนั้นก็ได้มีการเริ่มเปลี่ยนแปลงทิศนะคติและในมุมมองของเขา ซัดดัม ฮุสเซนก็ได้กลายเป็นคนที่เกรี้ยวกราดโมโหร้ายไม่มีใครที่จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์การกระทำนโยบายของเขาได้เขานั้นได้กลายมาเป็นเผด็จการที่ได้มีความโหดร้ายทารุนพร้อมๆกับความทะเยอทะยานที่ได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆจน ซัดดัม ฮุสเซนได้วาดภาพของตัวเองว่าเขาคือผู้นำของโลกอาหรับที่ยิ่งใหญ่

ดังนั้นเมื่อทุกอย่างได้พร้อมแล้ว สิ่งที่พวกเขานั้นได้ทำก็คือทำสงครามกับทหารอิหร่าน ซึ่งเขานั้นได้มองว่าเป็นภัยคุกคามของประเทศอิรักโดยได้มีประเทศต่างๆนั้นได้หนุนหลังเป็นอย่างมากเพราะต่างก็มีความเกงกลัวการเติบโตของประเทศอิหร่านและการปกครองด้วยกฏหมายอิสลามที่บริสุทธิ์ของประเทศอิหร่านสงครามก็ได้เปิดฉากขึ้นในวันที่22เดือนกันยายนคริสตศักราช1980 หลังจากที่ ซัดดัม ฮุสเซนได้ดำรงณ์ตำแหน่งประธานาธิบดีมาแค่ประมาณ1ปี ด้านกองทัพอิรักได้เปิดฉากเข้าไปลุกเข้าไปคูเซสถาน

ซึ่งได้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมันของประเทศอิหร่านรับประกาสผนวกดินแดนที่แห่งนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิรักในพร้อมๆกันนั้นอิรักก็ได้ส่งฝูงบินเข้าโจมตีสนามบินในกรุงเตหะรานเมืองหลวงของประเทศอิหร่านเพื่อทำรายกองทัพของอิหร่านตามแบบฉบับของการรบแบบสายฟ้าแลบซึ่งเคยได้ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองและอิสราเอลได้ใช่เมื่อในสงคราม6วันในการสู้รบในช่วงแรกๆก็เต็มไปด้วยความรุนแรงประชาชนนั้นต่างก็ให้ความชื่นชม

และได้ให้การสนับสนุนของเมื่อ ซัดดัม ฮุสเซนอย่างออกนอกหน้าที่ได้พยายามที่จะต่อสู้กับประเทศอิหร่านที่เหล่านานาชาติต่างก็มองว่าเป็นพวกล้าหลังและได้กำลังพาโลกถอยหลังได้กลับไปสู่ในยุคของดึกดําบรรพ์และในเมื่อเวลาได้ผ่านไปสงครามในการรบก็ยิ่งยืดเยื้อออกไปทั้งอิหร่านและก็อิรักต่างก็ได้สูญเสียกำลังพลมากมาย

โดยเฉพาะยุทธวิธีการรบของประเทศอิหร่านที่ได้ใช้ยุทธวิธีแบบคลื่นมนุษย์อย่างได้ผลใมนการเข้าตีตอบโต้ในการลุกของประเทศอิรักและได้ส่งผลให้กองทัพของประเทศอิรักได้สูญเสียไปอย่างหนักยุทโธปกรณ์จำนวนมากได้ถูกทำลายเพียงแค่2ปีผ่านไปคือในปี1982ด้านสถานะการณ์ของประเทศอิรักก็ได้เปลี่ยน

จากฝ่ายลุกมาเป็นฝ่ายการตั้งรับในการก้าวเข้าไปเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่นจักรพรรดิเนบู ซาร์ของซัดดัมมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ได้ฝันเอาไว้และยิ่งการสู้รบยิ่งยืดเยื้อไปมากเท่าไหร่ทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งอ่อนล้าลงไปมากเท่านั้นทหารผ่านศึกต่างก็ได้พิการไปทุกคนละภาคได้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปมีการประมาณตัวเลขของผู้เสียชีวิตทางอิรักและทางอิหร่านว่ามีสูงถึงกว่า1ล้านคน

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  bk8

บุคคลที่เป็นนายกประเทศที่โกงเงินในประเทศมากที่สุด

Sani Abacha

จำนวนเงินที่โกง5,000ล้านดอนลาร์เขาได้เสียชีวิตอย่างเฉียบพลันเป็นปริศนาด้วยอาการหัวใจวายเมื่อวันที่8มิถุนายน 1998 โดยที่เขานั้นได้ทิ้งเงินที่ได้โกงชาตเอาไว้อย่างมากมายที่ธนาคารสวิตและธนาคารในแหล่งซอนเงินอีกหลายแห่งในโลกเงินที่ในรัฐบาลประเทศจีเรียได้พยายามที่จะติดตามเอาคือมาประมาณ1,000ล้านเหรียญหรือประมาณ33,000ล้านบาทในช่วง4/5ปีที่ผ่านมา

นับเป็นแค่เงินส่วนของที่ได้โกงชาติไป ซึ่งทางรัฐบาลในประเทศจีเรียได้ติดต่อผ่านทางทางรัฐบาลสวิตสำหรับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐยังได้กำลังตามล่าเงินส่ววนอื่นๆที่ได้มีการโยงถึงนายSani Abachaอยู่รวมกับเงิน30ดอนลาร์ในอังกฤษ144ล้านในฝรั่งเศษและ177ล้านในทัด

ซึ่งจำนวนเงินเหล่านี้มีชื่อบันชีเป้นพวกฟองและญาติของนายSani Abachaเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดเงินที่สหรัฐตามทวงอยู่นั้นจะโอนคืนให้ในจีเรียจะถูกนำไปใช้เพื่อโครงการการสร้างถนนสามเส้นหลัดทั่วประเทศซึ่งในจีเรียได้เผชิญโชคโชนและความสิ้นเปลืองในโครงการสาธารณูประโภคพื้นฐานมาอย่างยาวนาน

ประธานาธิบดี  Mobutu Sese Seko

จำนวนเงินที่ได้โกงไปคือ5,000ล้านดอนลาร์อดีตของผู้นำประเทศซาอีร์คนนี้และต้องยอมรับว่าในช่วงประมาณ20ปีที่ผ่านมา เขานั้นคือผู้จอมโกงที่ทางแผ่นดินซาอีร์หรือคองโก้ในปัจจุบันก็ต้องสะอื้อให้กับหายนะที่เขานั้นได้ก่อเอาไว้อย่างไม่จบสิ้นทางด้านประชากรของคนในคองโก้ได้เป็นเดือดเป็นแค้มนเมื่อได้รับรู้ว่าประเทศนี้ได้มีหนี้สินถึงประมาณ1.6ล้านดอนลาร์สหรัฐซึ่งในส่วนใหญ่แล้วก็ได้เกิดมาจากในการดำเนินการนโยบายที่ผิดพลาดและในจำนวนเงินมหารสารนั้น

ก็ได้ถูกทางMobutu Sese Sekoผู้นำประเทศที่ได้มีการปกครองประเทศมาอย่างยาวนานกว่าประมาณ20จากนั้นก็ได้มีการนำเอาเงินเอาไปใช้เป็นการส่วนตัวเป็นจำนวนเงินประมาณ5,000ล้านดอนลาร์และในจำนวนของเงินส่วนหนึ่งที่ได้มานั้นได้ใช้กลโกงการยัยอกอัญมณีนำเอาไปขายในกลุ่มตลาดยุโรปรวมไปถึงในการโกงเงินเดือนของประชาชน Mobutu Sese Sekoนั้น

เขาได้เป็นคนที่มีหลายบุคคลิกอาจจะมองได้หลายมุมแต่เมื่อได้มองของความโลภแล้วถึงแม้ว่าจะมีการมองมุมมองที่ต่างมุมสักแค่ไหนแต่ในท้ายที่สุดแล้วในทุกๆอย่างของเขานั้นมันก็ได้กลายมาเป็นเม็ดเงินได้ไปเข้าบันชีธนาคารของเขาเองไปอย่างที่ได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสมอแต่ในคนคองโก้ก็ยังไม่สามารถที่จะเอาผิด Mobutu Sese Sekoได้และในปัจจุบันเขานั้นได้เสียชีวิตด้วยมะเร็จต้อมลูกหมาก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  next88

ยานพาหนะที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญในสมัยสงครามโลกครั้งที่2

หลายคนก็อาจจะไม่รู้ว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่2นั้นรถถังและเรือรบหลายชนิดต่างก้ได้ถูกทำลายลงใต้ท้องทะเลหรือไม่ก็สามารถพบเจอได้อีกแต่ในระยะหนึ่งมันก็ได้ถูกปรากฏขึ้นมาโยบังเอิญ

UB ll submarine เรือดำน้ำยูบี2

ของกองทัพเยรมันที่ได้ใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่1ได้ถูกสร้างขึ้นในปี1915และ1916โดยสามารถดำน้ำลึกได้เพียง50เมตรเท่านั้นในเดือนกันยายนในปี2017เรือดำน้ำยูบี2ได้ถูกค้นพบในบรเวณนอกชายฝั่งเบลเยียมและได้จมอยู่ในระดับความลึดเพียงแค่30เมตรเท่านั้นจากใต้ผิวน้ำถึงแม้ว่าเรือดำน้ำลำนี้จะยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีแต่ดดยบริเวณด้านบนและบริเวณหัวเรือกลับได้รับความสียหายมากที่สุดอีกั้งช่องทางออกยังได้ถูกปิดสนิดอีกด้วยเรือดำน้ำลำนี้ยังเคยถูกคิดว่าได้จมอยู่ในระดับความลึกเป็นกิโลเมตรอีกทั้งส่วนต่างๆยังคงอยู่ในสภาพที่ยังคงสมบูรณ์จนสามารถที่จะมองเห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

รถถังวาเลนไทน์สมัยสงครามโลกครั้งที่2

รถถังทรงราบnk3วาเลนไทน์ถือเป็นรถถังของประเทศอังกฤษที่ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2มากกว่า8พันคันในระหว่างปี1940ถึง1944ได้ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทซึ่งได้มีความแข็งแกร่งอย่างหน้าเชื่อถือละหนึ่งในรถถังเหล่านี้ได้ถูกค้นพบโดยบริเวที่ราบลุ่มไกล้กับแม่น้ำวอท่าบริเวณทางตะวันตกของประเทศโปรแลนด์โดยคาดว่ารถถังคันนี้อาจจะพยายามที่จะข้ามแม่น้ำแต่ดันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งจึงได้ทำให้ถูกตกลงไปในแม่น้ำ

ในขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ไปยังกรุงเบอร์ลินของกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตเพื่อที่จะโจมตีกองทัพเยรมันในทางทิศตะวันออกในปี1945ในการนำรถถังคันี้ขึ้นมาเป็นด้วยความยากลำบากและจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์หนักอยู่หลายชิ้นในการที่จะนำรถถังขึ้นมาอีกทั้งสภาพของรถถังคันนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีจนหน้าแปลกใจโดยโครและตะกอนจากแม่น้ำได้ช่วยปกป้องป้ายและวันที่ในการผลิตได้เป็นอย่างดีจากนั้นในปี2000รถถังค้นนี้ก็ได้ถูกส่งไปยังสหภาพโซเวียตในสถานนะส่วนหนึ่งของสงครามของตะวันตกในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2นั้นเอง

เรือรบมูซาชิและเรือรบยาโมโตะสัญชาติญี่ปุ่น

นี้เป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดที่ได้ถูกสร้างขึ้นและยังเชื่อว่าเรือรบทั้งสองลำนี้จะไม่มีวันถูกทำลายลงได้แต่ในวันที่24ตุลาคมในปี1944เรือรบมูซาชิถูกทำลายและจมลงสู่กั้นทะเลชิบูย่าในระดับความลึก914เมตรจากระเบิดจำนวน17ลูกและจรวดตอปิโต19ลูกต้องใช้อาวุธทำลายล้างสูงในการถล่มให้ลงสู่ท้องทะเลจนสื่อของอเมริกาได้พากันยกย่องเรือลำนี้ว่าราชาแห่งเรือรบเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  nowbet

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปราสาทโบราณ

ประวัติศาสตร์ปราสาทโดนตวลและผามออีแดง

บริเวณเทือกเขาพนมดงรักทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านภูสรอน ตําบลเสาธงชัย อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีปราสาทขอมหลังเล็กๆหลังหนึ่งได้ตั้งอยู่ยืนยงมานานแล้วนับพันปี  โดนตวล คือ ชื่อของปราสาทหลังนี้ปราสาทโดนตวลได้เป็นปรางค์เดียวแผงเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสการก่อเรือนทาสได้ใช้อฐิผสมกับศิลา

โดยเริ่มก่อศิลาแลงจากฐานถึงครึ่งผนังเรือนธาตุจากนั้นจึงได้ใช้อฐินั้นก่อขึ้นไปจนถงยอดปรางค์สำหรับทางเข้านั้นเป็นมุกก่ออฐิได้มีหลังคาเป็นเค่องไม้มุงกระเบี้ยงเชื่อมต่อไปยังมนดกซึ่งเหลือให้เห็นแต่เพียงเสาหินทรายถัดออกไปข้างด้านหน้ามีเสาหินทรายอีกประมาณสี่ต้นสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นซุ้มประตูทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ได้มีหินทรายเรียงต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าคาดว่ามันหน้าจะเป็นบันนาไรส่วนทางด้านทิศตะวันตกได้มีฐานศิลาแลง  ซึ่งเป็นศาสตร์สถานอัฐโลกบาลหรือเทพผู้ที่รักษาทิศทั้ง8และห่างออกไปอีกประมาณ100เมตรได้มีสระน้ำขนาดใหญ่กว้างยาวด้านละ80เมตร

โดยพบร่องระบายน้ำจากยอดเขาลงมาสู่สระด้วย แม้ผังปราสาทโดนตวลจะมีหลายแง่มุมที่หน้าศึกษาแต่ความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ก็คงจะเทียบไม่ได้เลยหากใครที่จะนำไปเทียบกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งมันก็อยู่ไม่ห่างออกไปแต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ปราสาทโดนตวลก็ได้ถูกแนะนำเอาในแผนที่ท่องเที่ยวเกือบจะทุกฉบบสำหรับการมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารโดยเฉพาะคนที่ขึ้นมาบนผามออีแดง ซึ่งมันเป็นจุดทิวทัศน์ของธรรมชาติงดงามและยังสามารถมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันได้อีกด้วย

จากนี้เราจะผาขึ้นไปบนผามออีแดงเพื่อไปรําลึกถึงคืนวันเก่าๆของปราสาทเขาพระวิหารที่ทีมงานของเราได้เคยไปถ่ายทำบันทึกภาพเอาไว้เมื่อ2ศตวรรษก่อนกระแสลมแรงจนกระพือพัดจนสายลมหมอกปริวคล้ายกับเกียวคลื่นสาดเข้าแนวเทือกเขาที่สูงชันเรื่องที่เราจะเล่าช่วงนี้ได้เล่ามาจากผามออีแดงหน้าผาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปลานกลาง550เมตร

ซึ่งมันเป็นจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารนานนับชั่วโมงที่แล้วที่ผู้คนนับร้อยชีวิตได้ขึ้นมาจับจองหาที่นั่งที่ยืนเพื่อรอชมวินาทีที่แสงแรกของวันขึ้นมาจากแนวเขาที่มาพร้อมกับความหวังที่จะได้ชมโฉมหมอกทะเลยามเช้าที่มักจะเกิดขึ้นคาบเกี่ยวในช่วงของเวลาเดียวกันถึงแม้ว่าทุกคนนั้นจะรู้ดีว่าภาพความงามของธรรมชาติยิ่งใหญ่ไม่มีใครสามารถบังคับให้เกิดขึ้นได้ดั่งใจ

การยึดครองชนเผ่าอินคาและสเปน

สำหรับการค้นพบเมืองลับของมาชู ปิกชู ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนครั้งก่อนเพราะกำลังพบเบาะแสซึ่งมันอยู่ในโพงที่ขุดขึ้นมาใหม่ในสถานที่นี้เบาะแสอื่นๆอยู่ต่ำลงไปใต้มาชูปิกชูขณะที่ทีมสำรวจตรวจสถานที่นี้เป็นครั้งแรกความลึกลับเหล่านี้ได้ฝังใจของนักโบราณคดีและเขายังได้บอกอีกว่าที่นี่นั้นมีของโบราณที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์เป็นอย่างมากไม่ใช่แค่ของชาวเปรูแต่เป็นมรดกของคนทั้งโลก

สำหรับการทำความเข้าใจกับมรดกนี้มันเป็นเรื่องที่ท้าทายของนักโบราณคดีเป็นอย่างมากและรวมไปถึงการทำงานอย่างหนึ่งที่เขานั้นต้องแรกเปลี่ยนคือความอันตรายที่สุดในโลกเส้นทางได้ถูกสร้างด้วยคนที่เดินเท้ามาก่อนและกลัวความสูงเล็กน้อยชนเผ่าอินคาพวกเขาลืออำนาจในช่วงกลางศตวรรษที่14ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาที่สร้างถนนสัญจรสิ่งก่อสร้างมากกว่า1,6000กิโลเมตรยังมีให้เห็นทุกวันนี้ยังมีหลักฐานอื่นๆที่บ่งบอกถึงการสั่งงานของนายช่างและคนก่อสร้างที่ลาบขั้นบนไดลำคลองและเมืองศิลาที่เป็นคู่แข่งกับโรมสมัยโบราณ

แต่ไม่เหมือนจักรวรรดิ โรมัน

พวกเขาก่อสร้างโดยที่ไม่มีรอกไม่มีเหล็กและไม่มีภาษาที่เขียนเอาไว้ ชนเผ่าอินคา มีระบบคำนวนโดยใช้เชือกที่มัดเป็นปมแต่ไม่มีการบันทึกในชีวิตประจำวันหรือในประวัติศาสตร์ดังนั้นสิ่งส่วนใหญ่ที่เรารู้มาจากชาวสเปนที่เข้ายึดเมืองในศตวรรษที่15เรื่อราวเหล่านี้ในเล่าเรื่องอคติของผู้ยึดครองความเห็นที่ต่างกันมาจากจิตรกรชนเผ่าอินคาโอม่าเกิดหลังจากที่ชาวสเปนนั้นเข้ามาได้ไม่นานดังนั้นเขาจึงเป็นผู้สังเกตที่เชื่อทั้งสองโลกเขาก็ได้วาดภาพง่ายๆเกี่ยวกับเทคนิดการทำไรนับ100ภาพ

ภาพราชวงค์และประวัติการยึดครองของชนเผ่าอินคาจากแหล่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้รู้ว่าชนเผ่าอินคาเป็นนักรบที่ดุดดันที่ปราบผู้คนต่างเชื่อชาติไปเป็นจำนวนมากขยายอำนาจจนเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีพื้นที่3,800กิโลเมตรการเลี้ยงดูประชากรของพวกเขาทำโดยใช้พื้นที่ลาดชันเป็นที่ทำกิน

โดยมีที่ลาบซึ่งเป็นขั้นบนไดเชื่อกันว่ามีพื้นที่อีกมากที่ใช้ในการเพาะปลูกในสมัยชนเผ่าอินคาซึ่งมากกว่าเปรูสมัยใหม่ในปัจจุบันแต่ลายละเอียดที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับอินคาคือพวกเขาปกครองเพียงแค่100ปีเท่านั้นผู้คนในจักรวรรดิของพวกเขาล้มตายประการแรกด้วยโรคต่อมาด้วยสงครามการเมืองจนในที่สุดโดยผู้พิชิดสเปนนับจากชวสเปนและรู้จักรพรรดิของอินคาถอยเข้าไปอยู่ในหุบเขา