Category Archive : ประวัติศาสตร์

ยานพาหนะที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญในสมัยสงครามโลกครั้งที่2

หลายคนก็อาจจะไม่รู้ว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่2นั้นรถถังและเรือรบหลายชนิดต่างก้ได้ถูกทำลายลงใต้ท้องทะเลหรือไม่ก็สามารถพบเจอได้อีกแต่ในระยะหนึ่งมันก็ได้ถูกปรากฏขึ้นมาโยบังเอิญ

UB ll submarine เรือดำน้ำยูบี2

ของกองทัพเยรมันที่ได้ใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่1ได้ถูกสร้างขึ้นในปี1915และ1916โดยสามารถดำน้ำลึกได้เพียง50เมตรเท่านั้นในเดือนกันยายนในปี2017เรือดำน้ำยูบี2ได้ถูกค้นพบในบรเวณนอกชายฝั่งเบลเยียมและได้จมอยู่ในระดับความลึดเพียงแค่30เมตรเท่านั้นจากใต้ผิวน้ำถึงแม้ว่าเรือดำน้ำลำนี้จะยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีแต่ดดยบริเวณด้านบนและบริเวณหัวเรือกลับได้รับความสียหายมากที่สุดอีกั้งช่องทางออกยังได้ถูกปิดสนิดอีกด้วยเรือดำน้ำลำนี้ยังเคยถูกคิดว่าได้จมอยู่ในระดับความลึกเป็นกิโลเมตรอีกทั้งส่วนต่างๆยังคงอยู่ในสภาพที่ยังคงสมบูรณ์จนสามารถที่จะมองเห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

รถถังวาเลนไทน์สมัยสงครามโลกครั้งที่2

รถถังทรงราบnk3วาเลนไทน์ถือเป็นรถถังของประเทศอังกฤษที่ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2มากกว่า8พันคันในระหว่างปี1940ถึง1944ได้ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทซึ่งได้มีความแข็งแกร่งอย่างหน้าเชื่อถือละหนึ่งในรถถังเหล่านี้ได้ถูกค้นพบโดยบริเวที่ราบลุ่มไกล้กับแม่น้ำวอท่าบริเวณทางตะวันตกของประเทศโปรแลนด์โดยคาดว่ารถถังคันนี้อาจจะพยายามที่จะข้ามแม่น้ำแต่ดันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งจึงได้ทำให้ถูกตกลงไปในแม่น้ำ

ในขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ไปยังกรุงเบอร์ลินของกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตเพื่อที่จะโจมตีกองทัพเยรมันในทางทิศตะวันออกในปี1945ในการนำรถถังคันี้ขึ้นมาเป็นด้วยความยากลำบากและจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์หนักอยู่หลายชิ้นในการที่จะนำรถถังขึ้นมาอีกทั้งสภาพของรถถังคันนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีจนหน้าแปลกใจโดยโครและตะกอนจากแม่น้ำได้ช่วยปกป้องป้ายและวันที่ในการผลิตได้เป็นอย่างดีจากนั้นในปี2000รถถังค้นนี้ก็ได้ถูกส่งไปยังสหภาพโซเวียตในสถานนะส่วนหนึ่งของสงครามของตะวันตกในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2นั้นเอง

เรือรบมูซาชิและเรือรบยาโมโตะสัญชาติญี่ปุ่น

นี้เป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดที่ได้ถูกสร้างขึ้นและยังเชื่อว่าเรือรบทั้งสองลำนี้จะไม่มีวันถูกทำลายลงได้แต่ในวันที่24ตุลาคมในปี1944เรือรบมูซาชิถูกทำลายและจมลงสู่กั้นทะเลชิบูย่าในระดับความลึก914เมตรจากระเบิดจำนวน17ลูกและจรวดตอปิโต19ลูกต้องใช้อาวุธทำลายล้างสูงในการถล่มให้ลงสู่ท้องทะเลจนสื่อของอเมริกาได้พากันยกย่องเรือลำนี้ว่าราชาแห่งเรือรบเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  nowbet

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปราสาทโบราณ

ประวัติศาสตร์ปราสาทโดนตวลและผามออีแดง

บริเวณเทือกเขาพนมดงรักทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านภูสรอน ตําบลเสาธงชัย อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีปราสาทขอมหลังเล็กๆหลังหนึ่งได้ตั้งอยู่ยืนยงมานานแล้วนับพันปี  โดนตวล คือ ชื่อของปราสาทหลังนี้ปราสาทโดนตวลได้เป็นปรางค์เดียวแผงเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสการก่อเรือนทาสได้ใช้อฐิผสมกับศิลา

โดยเริ่มก่อศิลาแลงจากฐานถึงครึ่งผนังเรือนธาตุจากนั้นจึงได้ใช้อฐินั้นก่อขึ้นไปจนถงยอดปรางค์สำหรับทางเข้านั้นเป็นมุกก่ออฐิได้มีหลังคาเป็นเค่องไม้มุงกระเบี้ยงเชื่อมต่อไปยังมนดกซึ่งเหลือให้เห็นแต่เพียงเสาหินทรายถัดออกไปข้างด้านหน้ามีเสาหินทรายอีกประมาณสี่ต้นสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นซุ้มประตูทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ได้มีหินทรายเรียงต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าคาดว่ามันหน้าจะเป็นบันนาไรส่วนทางด้านทิศตะวันตกได้มีฐานศิลาแลง  ซึ่งเป็นศาสตร์สถานอัฐโลกบาลหรือเทพผู้ที่รักษาทิศทั้ง8และห่างออกไปอีกประมาณ100เมตรได้มีสระน้ำขนาดใหญ่กว้างยาวด้านละ80เมตร

โดยพบร่องระบายน้ำจากยอดเขาลงมาสู่สระด้วย แม้ผังปราสาทโดนตวลจะมีหลายแง่มุมที่หน้าศึกษาแต่ความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ก็คงจะเทียบไม่ได้เลยหากใครที่จะนำไปเทียบกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งมันก็อยู่ไม่ห่างออกไปแต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ปราสาทโดนตวลก็ได้ถูกแนะนำเอาในแผนที่ท่องเที่ยวเกือบจะทุกฉบบสำหรับการมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารโดยเฉพาะคนที่ขึ้นมาบนผามออีแดง ซึ่งมันเป็นจุดทิวทัศน์ของธรรมชาติงดงามและยังสามารถมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันได้อีกด้วย

จากนี้เราจะผาขึ้นไปบนผามออีแดงเพื่อไปรําลึกถึงคืนวันเก่าๆของปราสาทเขาพระวิหารที่ทีมงานของเราได้เคยไปถ่ายทำบันทึกภาพเอาไว้เมื่อ2ศตวรรษก่อนกระแสลมแรงจนกระพือพัดจนสายลมหมอกปริวคล้ายกับเกียวคลื่นสาดเข้าแนวเทือกเขาที่สูงชันเรื่องที่เราจะเล่าช่วงนี้ได้เล่ามาจากผามออีแดงหน้าผาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปลานกลาง550เมตร

ซึ่งมันเป็นจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารนานนับชั่วโมงที่แล้วที่ผู้คนนับร้อยชีวิตได้ขึ้นมาจับจองหาที่นั่งที่ยืนเพื่อรอชมวินาทีที่แสงแรกของวันขึ้นมาจากแนวเขาที่มาพร้อมกับความหวังที่จะได้ชมโฉมหมอกทะเลยามเช้าที่มักจะเกิดขึ้นคาบเกี่ยวในช่วงของเวลาเดียวกันถึงแม้ว่าทุกคนนั้นจะรู้ดีว่าภาพความงามของธรรมชาติยิ่งใหญ่ไม่มีใครสามารถบังคับให้เกิดขึ้นได้ดั่งใจ

การยึดครองชนเผ่าอินคาและสเปน

สำหรับการค้นพบเมืองลับของมาชู ปิกชู ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนครั้งก่อนเพราะกำลังพบเบาะแสซึ่งมันอยู่ในโพงที่ขุดขึ้นมาใหม่ในสถานที่นี้เบาะแสอื่นๆอยู่ต่ำลงไปใต้มาชูปิกชูขณะที่ทีมสำรวจตรวจสถานที่นี้เป็นครั้งแรกความลึกลับเหล่านี้ได้ฝังใจของนักโบราณคดีและเขายังได้บอกอีกว่าที่นี่นั้นมีของโบราณที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์เป็นอย่างมากไม่ใช่แค่ของชาวเปรูแต่เป็นมรดกของคนทั้งโลก

สำหรับการทำความเข้าใจกับมรดกนี้มันเป็นเรื่องที่ท้าทายของนักโบราณคดีเป็นอย่างมากและรวมไปถึงการทำงานอย่างหนึ่งที่เขานั้นต้องแรกเปลี่ยนคือความอันตรายที่สุดในโลกเส้นทางได้ถูกสร้างด้วยคนที่เดินเท้ามาก่อนและกลัวความสูงเล็กน้อยชนเผ่าอินคาพวกเขาลืออำนาจในช่วงกลางศตวรรษที่14ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาที่สร้างถนนสัญจรสิ่งก่อสร้างมากกว่า1,6000กิโลเมตรยังมีให้เห็นทุกวันนี้ยังมีหลักฐานอื่นๆที่บ่งบอกถึงการสั่งงานของนายช่างและคนก่อสร้างที่ลาบขั้นบนไดลำคลองและเมืองศิลาที่เป็นคู่แข่งกับโรมสมัยโบราณ

แต่ไม่เหมือนจักรวรรดิ โรมัน

พวกเขาก่อสร้างโดยที่ไม่มีรอกไม่มีเหล็กและไม่มีภาษาที่เขียนเอาไว้ ชนเผ่าอินคา มีระบบคำนวนโดยใช้เชือกที่มัดเป็นปมแต่ไม่มีการบันทึกในชีวิตประจำวันหรือในประวัติศาสตร์ดังนั้นสิ่งส่วนใหญ่ที่เรารู้มาจากชาวสเปนที่เข้ายึดเมืองในศตวรรษที่15เรื่อราวเหล่านี้ในเล่าเรื่องอคติของผู้ยึดครองความเห็นที่ต่างกันมาจากจิตรกรชนเผ่าอินคาโอม่าเกิดหลังจากที่ชาวสเปนนั้นเข้ามาได้ไม่นานดังนั้นเขาจึงเป็นผู้สังเกตที่เชื่อทั้งสองโลกเขาก็ได้วาดภาพง่ายๆเกี่ยวกับเทคนิดการทำไรนับ100ภาพ

ภาพราชวงค์และประวัติการยึดครองของชนเผ่าอินคาจากแหล่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้รู้ว่าชนเผ่าอินคาเป็นนักรบที่ดุดดันที่ปราบผู้คนต่างเชื่อชาติไปเป็นจำนวนมากขยายอำนาจจนเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีพื้นที่3,800กิโลเมตรการเลี้ยงดูประชากรของพวกเขาทำโดยใช้พื้นที่ลาดชันเป็นที่ทำกิน

โดยมีที่ลาบซึ่งเป็นขั้นบนไดเชื่อกันว่ามีพื้นที่อีกมากที่ใช้ในการเพาะปลูกในสมัยชนเผ่าอินคาซึ่งมากกว่าเปรูสมัยใหม่ในปัจจุบันแต่ลายละเอียดที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับอินคาคือพวกเขาปกครองเพียงแค่100ปีเท่านั้นผู้คนในจักรวรรดิของพวกเขาล้มตายประการแรกด้วยโรคต่อมาด้วยสงครามการเมืองจนในที่สุดโดยผู้พิชิดสเปนนับจากชวสเปนและรู้จักรพรรดิของอินคาถอยเข้าไปอยู่ในหุบเขา

ละคร ความบันเทิง และอิงประวัติศาสตร์

ละครหลังข่าวสารภาคเย็น “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 HD ที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อยู่ในช่วงเวลานี้ ได้ปลุกกระแสฟีเวอร์ประวัติศาสตร์ยุคกรุงศรีอยุธยาให้ฟื้นขึ้นมาอย่างน่าทึ่งเป็นอย่างมาก

“บุพเพสันนิวาส” เป็นละครที่สร้างขึ้นจากนิยายของนักประพันธ์รุ่นใหม่ “รอมแพง” เรื่องราวโดยสรุป เกี่ยวกับนางเอกที่เป็นคนช่วงปัจจุบันจะต้องย้อนกลับไปอยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยุคทองของกรุงศรีอยุธยา ไปพบรักกับผู้แสดงนำชายที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหนุ่มยุคกรุงศรีฯ แล้วก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานะการณ์ประวัติศาสตร์ในอดีตกาลเป็นระยะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล จากสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้อำนวยการหน่วยงานวิจัยและก็วิวัฒนาการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนชี้ว่า กระแสบูมแบบที่ละครบุพเพสันนิวาสกำลังประสบเคยเกิดขึ้นมาก่อนกับภาพยนตร์หรือผลงานแนววัฒนธรรมนิยมบางความหลัง

“ข้อความสำคัญหนึ่งเป็นละครมันมาถูกเวลา สังคมที่ไม่น่าอยู่ ทำให้คนอยากหนี ใช้ละครพีเรียดแฟนตาซีเข้ามาตอบปัญหาชาวไทย ยิ่งสังคมมีความเครียดทางด้านการเมืองเศรษฐกิจ เรื่องรักโรแมนติก สมัยก่อนที่สงบงดงามมันเป็นอะไรที่ Nostalgic เป็น โหยหาความใหญ่โตแล้วก็สุขสมในสมัยก่อน ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 พวกเราก็มีนางนาค มีสุริโยทัยที่ดังมากมายเช่นเดียวกัน”

อาจารย์อรรถพลบอกว่า ผู้เขียนหนังสือ และก็ผู้เขียนบทภาพยนตร์บุพเพสันนิวาสมีความรู้และมีความเข้าใจ และก็ทำการบ้านอย่างตั้งใจเพื่อให้ นักแสดงมีความน่านับถือ แต่ว่าผู้ชมก็ควรจะรับรู้ด้วยด้วยเหมือนกันว่าในอีกมุมหนึ่ง บุพเพสันนิวาส ก็ยังนับได้ว่าเป็น “ละคร” ที่เอาประวัติศาสตร์ มาเป็นเบื้องหลังมาดำเนินเรื่อง แม้ว่าจะมีแนวเรื่องแบบแฟนตาซีและไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นละครประวัติศาสตร์ กระนั้น ผู้ชมก็ควรจะแบ่งแล้วก็มีความเท่าทัน

“ผลงานเรื่องอื่นหลายเรื่องใช้ประวัติศาสตร์มา สร้างความเป็นชาตินิยม ตัวอย่างเช่นเรื่องที่ว่าด้วยสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในสมัยโบราณ พวกเราจำเป็นต้องมองอย่างทัน เนื่องจากบางเรื่องก็สามารถสร้างความชิงชัง สร้างวาทกรรมบางประการที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดความเข้าใจผิด”

ยกตัวอย่างเช่น ละครบางเรื่องที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทยกับประเทศพม่า สร้างภาพให้ประเทศพม่าเป็นตัวร้าย ปลุกกระแสชาตินิยมให้ชาวไทยชิงชังประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ

“ผมเคยพบแม่คนหนึ่ง แกเป็นผู้ที่มีความชำนาญเรื่องประเทศพม่า มาเล่าให้ฟังว่าลูกชายอยู่ชั้นประถม วันหนึ่งมาบอกแม่ว่าโตขึ้นจะไปรบกับประเทศพม่า แม่ตกใจมากมาย สืบไปสืบมารู้ดีว่าอาจารย์เปิดให้ดูหนังพระกษัตริย์ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ยินยอมเชื้อเชิญเด็กคุยว่าหนังหัวข้อนี้มีที่มาเช่นไร ไม่ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อช่วยในความรู้ความเข้าใจ”

อาจารย์อรรถพลเสริมอีกว่า เมื่อกล่าวถึงละครประวัติศาสตร์สำหรับในประเทศไทย ชอบอิงอยู่แต่ว่าประวัติศาสตร์กระแสหลัก หรือประวัติศาสตร์ที่เมืองเลือกจะให้เรียน สำหรับประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกัน รวมทั้งประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยจะมีการเอ่ยถึงน้อยมาก

“ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ช่อง NHK นี่ชอบสร้าง ผู้แสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาชีวิตคนตัวเล็กตัวน้อยมาก เขาไม่อิงสถาบัน แต่ว่าอิงคุณประโยชน์ของคน โดยเหตุนี้พวกเราจะมองเห็นนักแสดงมากมาย เป็นต้นว่า ละครที่เกี่ยวกับช่างเสื้อ หรือละครโอเคยชินที่ดังในไทยก็เกี่ยวกับชีวิตของคน หรือละครที่เกี่ยวกับความเหนื่อยยากของผู้พิการทางหู ผู้เจ็บป่วยเป็นโรคกล้ามอ่อนกำลัง เขาใช้อุปกรณ์ที่ตรงนี้มา educate คน ทำให้คนเห็นค่าคนอื่น เคยมีละครเรื่องหนึ่งจุดโฟกัสรายละเอียดไปที่อาชีพคนขุดถนนหนทาง มันมองเห็นประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ราวกับบ้านพวกเรา”

คุณครูอรรถพลกล่าวว่าละครถือได้ว่าสื่อให้ความบันเทิงแบบหนึ่ง จะอ้างถึงว่าตนมีบทบาทให้แต่ว่าความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียวก็ได้ แม้กระนั้นทางที่ดีควรจะไปๆมาๆกกว่านั้น ควรจะไปๆมาๆกกว่าการให้ความบันเทิง แปลว่า จำเป็นต้องปรับปรุงงานให้มีความลุ่มลึกและก็มีมุมมองสอนผู้ชมในบางประการ