ผู้เขียน: admin

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศ

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศเป็นฝีมือของสองนักศึกษา

ปัจจุบันถ้าเอิญถึงทุ่งสังหาร หากแต่ทุ่งสังหารนั้นเป็นเรื่องจริงที่ชาวเขรมได้ตายลงเป้นจำนวนหลายจุดหลายตำแหน่งบนแผ่นดินเขรมหรือกัมพูชาจำนวนศพที่ได้หากันตายไปทั่วทุ่งสังหารนั้นหลายต่อหลายจุดกระจายไปทั่วกัมพูชานั้นมียอดรวมสูงมากมายเป็นประวัติการถึงกว่า2,000,000และเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์สังหารโหดเหลือเชื่อที่ได้เกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษย์จริงๆในช่วงปีคริสตศักราช1975ถึงปีคริสตศักราช1979โดยที่ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของการกระทำของเขรมแดงผู้ที่ทำการสังหารโหดนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นผู้นำของเขนรมแดงทั้งสิ้นแต่ผู้ที่มีอำนาจสั่งการสังหารอย่างแท้จริงนั้นก็คือ พล พต

 

  ซึ่งรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในช่วงของปีดังกล่าวส่วนผู้ที่รู้เห็นและทำหน้าที่เป็นหัวหน้าใหญ่หรือประธานใหญ่ในเขรมแดงในเวลานั้นก็คือเขียวสัมพันซึ่งไม่อาจปฏิเสธการู้เห็นความตายของชาวเขรมผู้บริสุทธิ์ถึง3,000,000คนไปได้เป็นเรื่องที่หน้าเศร้าใจที่เห็นตัวเลขระดับล้างเผ่าพันธุ์ไปอย่างมากมายถึงระดับล้านเช่นนั้น

 

แต่ยิ่งหน้ารันทศเข้าไปอีกเมื่อรับรู้ว่าเวลาดั่งกล่าวนั้นมีประชาชนชาวกัมพูชทั้งประเทศในราว9,000,000คนเท่านั้นเมื่อนับจำนวนผู้ตายที่มีมากมายกว่า2,000,000คนเอาไปเปรียบเทียบทำให้โลกหดหู่เมื่อรับรู้ว่าความตายจากน้ำมือเขรมนั้นแถบจะทำให้คนมากมายราวเกือบครึ่งประเทศต้องสิ้นรมในช่วงเวลาเพียงแค่4ปีที่เขรมแดงมีอำนาจครองประเทศเท่านั้นก่อนตายเกือบครึ่งประเทศนั้นมูลเหตุสำคัญมาจากนักเรียนนอกสองคนในช่วงศตวรรษที่50นั้นเขียวสำพันธุ์เป็นหนุ่มเขรมที่ได้ทุนไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงปารีสของฝรั่งเศษและมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ พล พต   หนุ่มเขรมอีกคน

 

ซึ่งได้รับทุนการศึกษาทางด้านอีเล็กทอร์นิคในกรุงปารีสด้วยเช่นกันทั้งสองถูกชตากันตั้งแต่แรกและมีความเห็นสอดคล้องกันหลายต่อหลายเรื่องแต่เรื่องที่หน้าสนใจและสามารถพูดคุยกันได้นานๆก็คือเรื่องราวทางการเมืองยุคนั้นนักศึกษาเขรมที่อยู่ในฝรั่งเศษมักจะสนใจการเมืองที่เอียงมาทางซ้ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม หรือ เรื่องการปฏิรูปในสไตล์คอมนิสลวดแล้วเป็นของหวานที่แปลรูปด้วยความหวังให้นักศึกษาจากแดนไกลพากันใส่ใจมากที่สุด เขียวสำพันธุ์ กับ พล พต ก็ไม่ต่างอะไรจากนักศึกษาชาวกัมพูชารายอื่นๆ

 

พวกเขาสนใจเรื่องเหล่านี้มากโดยเฉพาะเขียวสำพันธุ์นั้นถึงกับปรับแต่งวิชานิติศาสตร์ที่เรียนมาให้มีทัศดีและการกระทำที่สามารถนำไปปรับใช้ในการปกครองกัมพูชาด้วยช้ำไปเขามีความหวังว่าถ้ามีโอกาสได้จัดระบบการปกครองประเทศเมื่อใดก็จะวางรูปแบบให้เป็นไปตามที่เขาวางแผน

ประวัติและตำนานที่น่าสนใจ

เจเรนิโม นักรบผู้กล้าแห่งอินเดียชแดง

ด้วยการไม่ยินยอดที่จะทอดทิ้งแผ่นดินและผู้คนที่เขารัก เจเรนิโม จึงยอดทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปกป้อกจากสิ่งเหล่านี้และด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องเสียสละเป็นอย่างมากเขามีชีวิตอยู่ด้วยการหลบหนีจากการไล่ล่าของกองกำลังสหรัฐที่ตั้งใจที่จะทำให้กลุ่มคนที่จะยอดเสียศักดิ์ศรีโดยการจับผู้นำที่ไม่เกรงกลัวใครการปกป้อกพื้นดินของเขาในที่สุดก็ไม่สามารถทำสำเร็จแต่การต่อสู้เพื่ออิสระภาพ

ได้กลายให้เขามาเป็นตำนาน เจเรนิโม นักรบคนสุดท้าย รูปประพันสันฐานที่ดูโหดร้ายปรากฏออกมาให้เห็นจากจมูกที่ใหญ่โตและหนาหน้าผากที่ตากและมีรอยย่นครางที่ใหญ่และแข็งแรงตาทั้งสองที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและมีประกายซ้อนอยู่เบี้ยงหลังและปากซึ่งเป็นส่วนที่โดนเด็ดที่สุดของเขาโดยริมฝีปากที่บางและเรียวบางจนแถบไม่มีส่วนโค้งมนเลยผู้สืบข่าวปี1886ยังมีรายละเอียดอีกมากเกี่ยวกับชนพื้นเมืองคนอเมริกาผู้นี่มากกว่า

คนอื่นใดในปนะวัติศาสตร์ของอเมริกาตะวันตกเฉียงใต้และความจริงต่างๆก็ดูสับสนวุ่นวายราวกับนิยายและทำให้แยกชายผู้นี้ออกไปจากเรื่องราวลึกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เจเรนิโม เกิดในชนเผ่าอาปาเช่ และเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียแดงในเขตตะวันตกเพราะเป็นที่จดจำได้ดีและพฤติกรรมการต่อสู่ที่โหดร้ายและความสามารถของเขาได้การต่อสู้กับกองกำลังสหรัฐพร้อมกับกลุ่มของเขาเพียงแค่36คนชื่อเสียงของเขาในด้านไหวพริบความกล้าหารและความโหดเฮียมได้กลายมาเป็นลักษณ์

เพื่อการต่อสู่เพื่ออิสระภาพของชนเผ่าอินเดียแดง การที่เราคิดว่า เจเรนิโม เป็นใครนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายมันยากที่จะคิดว่าจะมีใครสามารถแถบทั้งหมดที่มนุษย์นั้นพึ้งจะมีพวกเขาส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้นแต่ที่เน้นหนักจริงๆมันตกอยู่กับนักรบผู้นี้ผู้ที่ดหดร้ายเป็นนักฆ่าผู้ปกป้องอีกหลายชีวิต เจเรนิโม มีชื่อเสียงมากเป็นเวลาร่วม4ศตวรรษในการทำสงครามและได้รับชัยชนะในศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าและตามตำนานที่พวกอาปาเช่เล่าว่าความลับที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จ

ก็คือพรสวรรค์พิเศษเขาเป็นคนที่มีพลังพิเศษเป็นอย่างมากในแบบที่คนให้ความเคราพนับถือซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนของเขาสำหรับพลังอานาจพิเศษบางอย่างเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ได้แสดงออกมาโดยความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆได้เร็วมากเป็นพิเศษและความสามารถในการพยากรด้วยถือได้ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปราสาทโบราณ

ประวัติศาสตร์ปราสาทโดนตวลและผามออีแดง

บริเวณเทือกเขาพนมดงรักทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านภูสรอน ตําบลเสาธงชัย อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีปราสาทขอมหลังเล็กๆหลังหนึ่งได้ตั้งอยู่ยืนยงมานานแล้วนับพันปี  โดนตวล คือ ชื่อของปราสาทหลังนี้ปราสาทโดนตวลได้เป็นปรางค์เดียวแผงเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสการก่อเรือนทาสได้ใช้อฐิผสมกับศิลา

โดยเริ่มก่อศิลาแลงจากฐานถึงครึ่งผนังเรือนธาตุจากนั้นจึงได้ใช้อฐินั้นก่อขึ้นไปจนถงยอดปรางค์สำหรับทางเข้านั้นเป็นมุกก่ออฐิได้มีหลังคาเป็นเค่องไม้มุงกระเบี้ยงเชื่อมต่อไปยังมนดกซึ่งเหลือให้เห็นแต่เพียงเสาหินทรายถัดออกไปข้างด้านหน้ามีเสาหินทรายอีกประมาณสี่ต้นสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นซุ้มประตูทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ได้มีหินทรายเรียงต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าคาดว่ามันหน้าจะเป็นบันนาไรส่วนทางด้านทิศตะวันตกได้มีฐานศิลาแลง  ซึ่งเป็นศาสตร์สถานอัฐโลกบาลหรือเทพผู้ที่รักษาทิศทั้ง8และห่างออกไปอีกประมาณ100เมตรได้มีสระน้ำขนาดใหญ่กว้างยาวด้านละ80เมตร

โดยพบร่องระบายน้ำจากยอดเขาลงมาสู่สระด้วย แม้ผังปราสาทโดนตวลจะมีหลายแง่มุมที่หน้าศึกษาแต่ความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ก็คงจะเทียบไม่ได้เลยหากใครที่จะนำไปเทียบกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งมันก็อยู่ไม่ห่างออกไปแต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ปราสาทโดนตวลก็ได้ถูกแนะนำเอาในแผนที่ท่องเที่ยวเกือบจะทุกฉบบสำหรับการมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารโดยเฉพาะคนที่ขึ้นมาบนผามออีแดง ซึ่งมันเป็นจุดทิวทัศน์ของธรรมชาติงดงามและยังสามารถมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันได้อีกด้วย

จากนี้เราจะผาขึ้นไปบนผามออีแดงเพื่อไปรําลึกถึงคืนวันเก่าๆของปราสาทเขาพระวิหารที่ทีมงานของเราได้เคยไปถ่ายทำบันทึกภาพเอาไว้เมื่อ2ศตวรรษก่อนกระแสลมแรงจนกระพือพัดจนสายลมหมอกปริวคล้ายกับเกียวคลื่นสาดเข้าแนวเทือกเขาที่สูงชันเรื่องที่เราจะเล่าช่วงนี้ได้เล่ามาจากผามออีแดงหน้าผาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปลานกลาง550เมตร

ซึ่งมันเป็นจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารนานนับชั่วโมงที่แล้วที่ผู้คนนับร้อยชีวิตได้ขึ้นมาจับจองหาที่นั่งที่ยืนเพื่อรอชมวินาทีที่แสงแรกของวันขึ้นมาจากแนวเขาที่มาพร้อมกับความหวังที่จะได้ชมโฉมหมอกทะเลยามเช้าที่มักจะเกิดขึ้นคาบเกี่ยวในช่วงของเวลาเดียวกันถึงแม้ว่าทุกคนนั้นจะรู้ดีว่าภาพความงามของธรรมชาติยิ่งใหญ่ไม่มีใครสามารถบังคับให้เกิดขึ้นได้ดั่งใจ

การยึดครองชนเผ่าอินคาและสเปน

สำหรับการค้นพบเมืองลับของมาชู ปิกชู ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนครั้งก่อนเพราะกำลังพบเบาะแสซึ่งมันอยู่ในโพงที่ขุดขึ้นมาใหม่ในสถานที่นี้เบาะแสอื่นๆอยู่ต่ำลงไปใต้มาชูปิกชูขณะที่ทีมสำรวจตรวจสถานที่นี้เป็นครั้งแรกความลึกลับเหล่านี้ได้ฝังใจของนักโบราณคดีและเขายังได้บอกอีกว่าที่นี่นั้นมีของโบราณที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์เป็นอย่างมากไม่ใช่แค่ของชาวเปรูแต่เป็นมรดกของคนทั้งโลก

สำหรับการทำความเข้าใจกับมรดกนี้มันเป็นเรื่องที่ท้าทายของนักโบราณคดีเป็นอย่างมากและรวมไปถึงการทำงานอย่างหนึ่งที่เขานั้นต้องแรกเปลี่ยนคือความอันตรายที่สุดในโลกเส้นทางได้ถูกสร้างด้วยคนที่เดินเท้ามาก่อนและกลัวความสูงเล็กน้อยชนเผ่าอินคาพวกเขาลืออำนาจในช่วงกลางศตวรรษที่14ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาที่สร้างถนนสัญจรสิ่งก่อสร้างมากกว่า1,6000กิโลเมตรยังมีให้เห็นทุกวันนี้ยังมีหลักฐานอื่นๆที่บ่งบอกถึงการสั่งงานของนายช่างและคนก่อสร้างที่ลาบขั้นบนไดลำคลองและเมืองศิลาที่เป็นคู่แข่งกับโรมสมัยโบราณ

แต่ไม่เหมือนจักรวรรดิ โรมัน

พวกเขาก่อสร้างโดยที่ไม่มีรอกไม่มีเหล็กและไม่มีภาษาที่เขียนเอาไว้ ชนเผ่าอินคา มีระบบคำนวนโดยใช้เชือกที่มัดเป็นปมแต่ไม่มีการบันทึกในชีวิตประจำวันหรือในประวัติศาสตร์ดังนั้นสิ่งส่วนใหญ่ที่เรารู้มาจากชาวสเปนที่เข้ายึดเมืองในศตวรรษที่15เรื่อราวเหล่านี้ในเล่าเรื่องอคติของผู้ยึดครองความเห็นที่ต่างกันมาจากจิตรกรชนเผ่าอินคาโอม่าเกิดหลังจากที่ชาวสเปนนั้นเข้ามาได้ไม่นานดังนั้นเขาจึงเป็นผู้สังเกตที่เชื่อทั้งสองโลกเขาก็ได้วาดภาพง่ายๆเกี่ยวกับเทคนิดการทำไรนับ100ภาพ

ภาพราชวงค์และประวัติการยึดครองของชนเผ่าอินคาจากแหล่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้รู้ว่าชนเผ่าอินคาเป็นนักรบที่ดุดดันที่ปราบผู้คนต่างเชื่อชาติไปเป็นจำนวนมากขยายอำนาจจนเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีพื้นที่3,800กิโลเมตรการเลี้ยงดูประชากรของพวกเขาทำโดยใช้พื้นที่ลาดชันเป็นที่ทำกิน

โดยมีที่ลาบซึ่งเป็นขั้นบนไดเชื่อกันว่ามีพื้นที่อีกมากที่ใช้ในการเพาะปลูกในสมัยชนเผ่าอินคาซึ่งมากกว่าเปรูสมัยใหม่ในปัจจุบันแต่ลายละเอียดที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับอินคาคือพวกเขาปกครองเพียงแค่100ปีเท่านั้นผู้คนในจักรวรรดิของพวกเขาล้มตายประการแรกด้วยโรคต่อมาด้วยสงครามการเมืองจนในที่สุดโดยผู้พิชิดสเปนนับจากชวสเปนและรู้จักรพรรดิของอินคาถอยเข้าไปอยู่ในหุบเขา

เที่ยวโบราณสถาน ย้อนรอยอดีต

ในยุคที่มีการเปรี่ยนแปลงแบบนี้จะเห็นได้ว่าบ้านเมืองของเรานั้นพัฒนาไปไกลกว่าที่ควรจะเป็นและสิ่งสัญนั้นล้วนแล้วแต่มีความโด่ดเด่นในเรื่องของอารยธรรมต่างๆ แต่สิ่งเหนือสิ่งอื่นใดเราจะเห็นได้ว่าความเป็นมาหรือรุ่นสมัยก่อนๆนั้นได้มีทั้งอารยธรรมที่ดีและที่สำคัญประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยก่อนต่างพาให้เรานั้นมีเรื่องราวที่ดีและน่าจดจำ วันนี้เราจะพาไปย้อนรอยดูเมืองเก่าแก่และเรื่องราวความเป้นมาตั้งแต่สมัยโบราณมาดูกันเลยคะ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

เราจะเห็นอุทยานนั้นคือสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณของเรา และสิ่งเหล่านี้ล้วนมีเรื่องราวที่น่าจดจำ อย่างเช่นอุทยานศรีสัชนาลัยที่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่น่าตื่นตาด้วย สำหรับโบราณสถานและโบราณวัตถุทั้งหมด 215 แห่ง และสำรวจค้นพบแล้ว 204 แห่ง เช่น

– วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  หรือ วัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง หรือเรียกอีกชื่อว่าวัดพระปรางค์  สำหรับด้านในนั้นจะมีโบราณสถานที่สำคัญอยู่นั้นก็คือ ปรางค์ประธาน  ซึ่งจะก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ส่วนด้านหน้านั้นจะมีวิหารที่ทำการประดิษฐานด้วย พระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัยเลยแหละ

– วัดช้างล้อม  มีความโดดเด่นด้วยเจดีย์ของประธานทรงลังกา ซึ่งมีลักษณะที่เป็นช้างปูนปั้นเต็มตัว ยืนหันหลังแยกออกจากผนัง ล้อมรอบไปด้วยฐานเจดีย์ จำนวน 39 เชือกด้วยกัน

– กุฏิพระร่วงพระลือ  หรือ ศาลพระร่วงพระลือ ทางด้านของภายในประดิษฐานนันก็คือรูปหล่อของพระร่วงพระลือ องค์จำลองที่เรารู้จักกันดี

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย

นี่ก็คืออีกหนึ่ง โบราณสถาน ที่มีความน่าชมไม่แพ้ที่ผ่านมาเลย เพราะนั้นก็คือแห่งเมืองเก่าของกรุงสุโขทัย ที่เป็น อุทยานทางประวัติศาสตร์ของสุโขทัยของเรานั่นเอง และแน่นอนแหละว่าได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2534  ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร  ภายในอุทยานนั้นจะเป็นลักษณะที่มีการตั้งของพระราชวัง ศาสนสถาน โบราณสถาน โดยเป็นคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองโบราณล้อมรอบอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสนี้

ข้างนอกของกำแพงเมือง จะเต็มไปด้วยยโบราณสถานที่สำคัญๆอยู่ 70 แห่ง ด้วยกัน ส่วนด้านในนั้นก็ยังเหลือร่องรอยของพระราชวังและวัดอีก 26 แห่ง เช่น วัดชนะสงคราม วัดตระพังเงิน วัดศรีสวาย วัดศรีชุม วัดสะพานหิน ทำนบพระร่วง เนินปราสาทพระร่วง รวมไปถึงพระพุทธรูปโบราณที่มีลักษระที่เป็นขนาดใหญ่

ปราสาทหินพิมาย  จ.นครราชสีมา

เนื่องจากปราสาทหินพิมายหรือที่เรานั้นเรียกอีกอย่างว่าอุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทหินพิมาย จะเห็นได้ว่าเป็นปราสาทขอมที่มีขนาดบริเวณที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยของเราเลยก็ว่าได้นะ ซึ่งมีการสันนิษฐานได้ว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ในยุคสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สำหรับตัวของปราสาทนั้นได้หันหน้าไปทางทิศใต้ โดยต่างจากปราสาทอื่นๆ ที่มักจะหันไปทางทิศตะวันออก มีลักษณะแบบแปลนที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า บริเวณนั้นจะล้อมรอบด้วยคูน้ำ และยังมีประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ ที่ตั้งอยู่ภายในของอุทยานอีกด้วยโดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกันนั้นก็คือส่วนของโบราณสถาน และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

– พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรือง ของวัฒนธรรมอีสานในอดีต และโบราณวัตถุศิลปะวัตถุที่ขุดค้นพบ

– โบราณสถานที่น่าสนใจ เช่น สะพานนาคราช ประติมากรรมรูปสิงห์ ระเบียงคด ปรางค์ประธาน ปรางค์พรหมทัต ปรางค์หินแดง ฯลฯ

ละคร ความบันเทิง และอิงประวัติศาสตร์

ละครหลังข่าวสารภาคเย็น “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 HD ที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อยู่ในช่วงเวลานี้ ได้ปลุกกระแสฟีเวอร์ประวัติศาสตร์ยุคกรุงศรีอยุธยาให้ฟื้นขึ้นมาอย่างน่าทึ่งเป็นอย่างมาก

“บุพเพสันนิวาส” เป็นละครที่สร้างขึ้นจากนิยายของนักประพันธ์รุ่นใหม่ “รอมแพง” เรื่องราวโดยสรุป เกี่ยวกับนางเอกที่เป็นคนช่วงปัจจุบันจะต้องย้อนกลับไปอยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยุคทองของกรุงศรีอยุธยา ไปพบรักกับผู้แสดงนำชายที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหนุ่มยุคกรุงศรีฯ แล้วก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานะการณ์ประวัติศาสตร์ในอดีตกาลเป็นระยะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล จากสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้อำนวยการหน่วยงานวิจัยและก็วิวัฒนาการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนชี้ว่า กระแสบูมแบบที่ละครบุพเพสันนิวาสกำลังประสบเคยเกิดขึ้นมาก่อนกับภาพยนตร์หรือผลงานแนววัฒนธรรมนิยมบางความหลัง

“ข้อความสำคัญหนึ่งเป็นละครมันมาถูกเวลา สังคมที่ไม่น่าอยู่ ทำให้คนอยากหนี ใช้ละครพีเรียดแฟนตาซีเข้ามาตอบปัญหาชาวไทย ยิ่งสังคมมีความเครียดทางด้านการเมืองเศรษฐกิจ เรื่องรักโรแมนติก สมัยก่อนที่สงบงดงามมันเป็นอะไรที่ Nostalgic เป็น โหยหาความใหญ่โตแล้วก็สุขสมในสมัยก่อน ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 พวกเราก็มีนางนาค มีสุริโยทัยที่ดังมากมายเช่นเดียวกัน”

อาจารย์อรรถพลบอกว่า ผู้เขียนหนังสือ และก็ผู้เขียนบทภาพยนตร์บุพเพสันนิวาสมีความรู้และมีความเข้าใจ และก็ทำการบ้านอย่างตั้งใจเพื่อให้ นักแสดงมีความน่านับถือ แต่ว่าผู้ชมก็ควรจะรับรู้ด้วยด้วยเหมือนกันว่าในอีกมุมหนึ่ง บุพเพสันนิวาส ก็ยังนับได้ว่าเป็น “ละคร” ที่เอาประวัติศาสตร์ มาเป็นเบื้องหลังมาดำเนินเรื่อง แม้ว่าจะมีแนวเรื่องแบบแฟนตาซีและไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นละครประวัติศาสตร์ กระนั้น ผู้ชมก็ควรจะแบ่งแล้วก็มีความเท่าทัน

“ผลงานเรื่องอื่นหลายเรื่องใช้ประวัติศาสตร์มา สร้างความเป็นชาตินิยม ตัวอย่างเช่นเรื่องที่ว่าด้วยสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในสมัยโบราณ พวกเราจำเป็นต้องมองอย่างทัน เนื่องจากบางเรื่องก็สามารถสร้างความชิงชัง สร้างวาทกรรมบางประการที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดความเข้าใจผิด”

ยกตัวอย่างเช่น ละครบางเรื่องที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทยกับประเทศพม่า สร้างภาพให้ประเทศพม่าเป็นตัวร้าย ปลุกกระแสชาตินิยมให้ชาวไทยชิงชังประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ

“ผมเคยพบแม่คนหนึ่ง แกเป็นผู้ที่มีความชำนาญเรื่องประเทศพม่า มาเล่าให้ฟังว่าลูกชายอยู่ชั้นประถม วันหนึ่งมาบอกแม่ว่าโตขึ้นจะไปรบกับประเทศพม่า แม่ตกใจมากมาย สืบไปสืบมารู้ดีว่าอาจารย์เปิดให้ดูหนังพระกษัตริย์ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ยินยอมเชื้อเชิญเด็กคุยว่าหนังหัวข้อนี้มีที่มาเช่นไร ไม่ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อช่วยในความรู้ความเข้าใจ”

อาจารย์อรรถพลเสริมอีกว่า เมื่อกล่าวถึงละครประวัติศาสตร์สำหรับในประเทศไทย ชอบอิงอยู่แต่ว่าประวัติศาสตร์กระแสหลัก หรือประวัติศาสตร์ที่เมืองเลือกจะให้เรียน สำหรับประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกัน รวมทั้งประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยจะมีการเอ่ยถึงน้อยมาก

“ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ช่อง NHK นี่ชอบสร้าง ผู้แสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาชีวิตคนตัวเล็กตัวน้อยมาก เขาไม่อิงสถาบัน แต่ว่าอิงคุณประโยชน์ของคน โดยเหตุนี้พวกเราจะมองเห็นนักแสดงมากมาย เป็นต้นว่า ละครที่เกี่ยวกับช่างเสื้อ หรือละครโอเคยชินที่ดังในไทยก็เกี่ยวกับชีวิตของคน หรือละครที่เกี่ยวกับความเหนื่อยยากของผู้พิการทางหู ผู้เจ็บป่วยเป็นโรคกล้ามอ่อนกำลัง เขาใช้อุปกรณ์ที่ตรงนี้มา educate คน ทำให้คนเห็นค่าคนอื่น เคยมีละครเรื่องหนึ่งจุดโฟกัสรายละเอียดไปที่อาชีพคนขุดถนนหนทาง มันมองเห็นประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ราวกับบ้านพวกเรา”

คุณครูอรรถพลกล่าวว่าละครถือได้ว่าสื่อให้ความบันเทิงแบบหนึ่ง จะอ้างถึงว่าตนมีบทบาทให้แต่ว่าความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียวก็ได้ แม้กระนั้นทางที่ดีควรจะไปๆมาๆกกว่านั้น ควรจะไปๆมาๆกกว่าการให้ความบันเทิง แปลว่า จำเป็นต้องปรับปรุงงานให้มีความลุ่มลึกและก็มีมุมมองสอนผู้ชมในบางประการ