ผู้เขียน: admin

ตำนานการทำงานการเมืองที่สุจริตของนายป๋วย

นอกจากนี้ในปี พุทธศักราช2492 นายป๋วยก็ได้เข้ารับราชการแห่งหนึ่งและเข้ารับราชการไทยอีกด้วยจากนั้นการทำงานของนายป๋วยก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลังด้วยพลังความรู้และพลังที่ตั้งใจแน่วแน่ ดร.ป๋วย จึงได้เป็นกำลังที่สำคัญได้การจัดหาเงินต่างประเทศมาใช้กับโครงการหลักๆมากมายอันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและมีบทบาที่สำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินและการคลังฟื้นฟูภัยเศรษฐกิจไทยและหลังสงครามในฐานะกรมการบริหารสภาเศรษฐกิจแห่งชาติจากนั้น ดร.ป๋วย ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในปีพุทธศักราช2496แม้ว่าจะได้ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาสั้นๆ

ซึ่ง ดร.ป๋วย ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นข้าราชการที่ดีกล้าแสดงความเห็นและยืนยันความถูกต้องโดยไม่ยอมให้มีการฝ่าฝืนระเบียบราชการใดๆตามคำขอของผู้มีอำนาจจึงได้เป็นเหตุทำให้คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้  ดร.ป๋วย ให้พ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าการและดำรงตำแหน่งได้เพียง7เดือน

นอกจากนี้ด้วยความรู้และความสามารถที่ประจักษ์แจ้ง  ดร.ป๋วย เพียงแค่ครึ่งเดือนหลังจากผู้ปลดออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าการนายเสริม วินิจฉัยกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นก็ได้ขอให้  ดร.ป๋วย ให้เข้ามาช่วยด้านงานวิชาการในตำแหน่งผู้เชียวชาญประจำธนาคารถึงแม้ว่าตำแหน่งจะเปลี่ยนแปลงไปแต่ประณิธานของ  ดร.ป๋วย ในการยืนยันเพื่อความถูกต้องก็ไม่เคยแปรเปลี่ยน

ผู้มีอำนาจในขณะนั้นต้องการที่จะเปลี่ยนไปใช้บริษัทพิมพ์ธนบัตรของอเมิรกาแห่งหนึ่งหลังจากที่  ดร.ป๋วย ได้รับมอบหมายให้ไปตรวจสอบดูแล้วเห็นว่ามันไม่เหมาะสมท่านจึงยื่นกลางที่จะใช้บริษัทเดิมใช้พิทพ์ธนบัตรต่อไปการตัดสินใจทุกครั้งท่านได้ยึดถือว่า “ในขณะที่ทำงานถ้าไม่พะวงรักษาเก้าอี้มักจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง”

ซึ่งจากการขัดผมประโยชน์ในครั้งนั้น ดร.ป๋วย ต้องหลบมรสุมทางการเมืองไปทำงานววิจัยที่Chatham House Londonพร้อมกับรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจการคลังประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยจนเมื่อได้เข้าปีพุทธศักราช2501  ดร.ป๋วย ท่านก็ได้กลับมารับใช้แผ่นดินอีกครั้งหนึ่งเป็นการกลับมาในฐานะผู้วางรากฐานให้หน่วยงานเศรษฐกิจของประเทศ

ดร.ป๋วย ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางด้านเศรษฐกิจพร้อมกับถึงง3ตำแหน่งได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรก ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคนแรกเมล็ดพันธุ์เม็ดแรก ที่ ดร.ป๋วย ได้โบมเพาะเอาไว้ให้เหล่าเศรษฐกิจของประเทศไทยได้แก่ การออกพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ปีพุทธศักราช2505และนำเทคนิคการนำนโยบายการเงินสำคัญๆเอามาใช้ในธนาคารไม่ว่าจะเป็นอัตราสำรองเงินสดและอัตราส่วนลด

สิ่งสำคัญที่เป็นส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงแก่ระบบธนาคารพาณิชย์ซึ่งเทียบเสมือนน้ำและปุ๋ยในการช่วยบำรุงเมล็ดพันธุ์เศรษฐกิจก็คือการวางตัวและจริยธรรมในการทำงานของดร.ป๋วยท่านกล้าที่จะยืนยันกับอิทธิพลทางการเมือง

ยุคกลางของเรเนซองส์รุ่งเรือง

ซึ่งคนในยุคเรเนซองส์ก็มักจะเก่งกันหลายๆด้านในหนึ่งคนคือเขาจะมีคำที่เรียกว่า “เรเนซองส์แมน” หมายถึงว่าคือคนที่มีความรู้กวางขว้างหลากหลายอย่างเช่น ดาวินชีนี่ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากทุกๆอย่างนั้นได้เกิดขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่นั่นก็คือการเป็นมนุษย์นั้นสูงส่ง

ซึ่งในการคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดตามปรัชญาตะวันตกจากยุคกรีกโบราณนั่นเองอย่างไรก็ตาม ยุคเรเนซองส์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอิตาลีหรือฟลอเรนซ์เท่านั้นแต่คำว่า Renaissance นั้นก็ยังใช้กับอีกหลายๆที่ในยุโรปที่เกิดการเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นEnglish Renaissanceมันก็ได้มีช่วงเวลาที่ได้แตกต่างกันไป

นอกจากนี้แนวคิดที่ได้มีความสำคัญมากๆที่ผลักดันงานต่างๆในยุคเรเนซองส์ก็คือแนวคิดของนักปราชญ์กรีกที่ถูกค้นพบอีกครั้งนั่นคือแนวคิดที่เรียกว่าHumanitasซึ่งได้เป็นแนวคิดของนักปรัชญากรีกProtahorasเขาได้บอกว่าMan is the measure of all things ซึ่งมันได้ถูกตีความว่าความจริงของแต่ละคนมันก็ขึ้นอยู่กับการตีความและการมองโลกของคนๆนั้นมันถือว่าเป็นเรื่องที่ล้ำแบบที่ออกจะถึงขั้นนอกกรีตเลยทีเดียวทั้งในสมัยกรีกที่คำนี้ถูกกล่าวออกมา

เมื่อมันได้ถูกค้นพบอีกครั้งในยุคเรเนซองส์เพราะว่าแนวคิดนี้สวนทางกับทั้งปรัชญาของหลายสำนักในยุคกรีกโบราณและศาสนจักรในยุคกลางก็ล้วนแต่เชื่อกันว่าความจริงมีเพียงแค่หนึ่งเดียวคุณค่าของยุคกลาง คีย์เวิร์ดก็คือ “ความศักดิ์สิทธิ์” หรือว่าDivineชีวิตและร่างกายไม่ใช่ของเราแต่เป็นของพระผู้เป็นเจ้าร่างกายเป็นพียงภาชนะที่ว่างเปล่าใช้บรรจุวิญญาณเอาไว้รอวันกลับไปหาพระเจ้าอีกครั้งนึงแต่การฟื้นฟูวิทยาการเลิกมองว่าชีวิตคือภาชนะแต่มองมนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองมีความงดงาม

อีกทั้งยังได้มีการหันกลับมาให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์มากขึ้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนยุคนี้จะไม่เอาศาสนาศาสนาจักรก็ยังคงยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลศิลปะในยุคนี้เล่าเรื่องศาสนาเช่นเดิมแต่เรื่องที่เปลี่ยนไปก็คือการให้คุณค่าของชีวิตหรือว่าโฟกัสในเรื่องของความงานเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิงเลยจากยุคก่อน

นอกจากนี้เมื่อศาสนจักรคาธอลิกเป็นนายทุนใหญ่ที่สปอนเซอร์งานศิลปะทางศาสนามากมายและก็ยังได้เป็นงานที่มีความสำคัญมากมาจนถึงปัจจุบัน

เราจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ผ่านตัวอย่างงานศิลปะของยุคกลางชิ้นนึงนั้นก็คืองานstained Glass หรือว่ากระสจกสีเป็นภาพพระแม่มารีBlue Virgin ที่อาสนวิหารชาทร์ในฝรั่งเศสได้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่12เราจะเห็นพระแม่มารีนั่งอยู่บนบลังก์มีพระคริสต์ในวัยเด็กนั่งอยู่บนตักทั้งคู่ได้ถูกตั้งไว้ตรงกลางภาพ

ช่วงเริ่มต้นของการเริ่มปฏิวัฒนธรรม

นอกจากนี้นายเหมาเจ๋อตงก็ได้ออกมาเขียนบทความ ถล่มศูนย์บัญชาการซึ่งเยาวชนพิทักษ์แดงจากโรงเรียนทั่วประเทศก็นั่งรถไฟฟรีเข้ามาที่ปักกิ่งเพื่อให้กำลังใจประธานเหมาเจ๋อตงช่วงเวลานี้ได้ถูกเรียกว่าRed Guard Summerเหมาเจ๋อตงก็ได้มอบนโยบายให้เรดการ์ดไปกำจัด4เก่าได้แก่ ความคิดเก่า นิสัยเก่า ธรรมเนียบเก่า และ วัฒนธรรมเก่า ไม่ว่าจะเป็นซากเดนของศักดินา จักรวรรดินิยมตะวันตกและ ทุนนิยม และสำหรับนักเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยใครคือตัวแทนของความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ระบอบศักดินา และความรู้แบบตะวันตกก็ครูอาจารย์ไง

ในช่วงเริ่มต้นของการเริ่มปฏิวิฒนธรรมเป้าหมายแทรกของเรดการ์ดก็คือครูอาจารย์ 

ซึ่งครูอาจารย์นั้นได้โดนม๊อบเด็กวัยรุ่นลากออกมาทำร้าย ประจาน โกนหัว ตบตีด่าทอ ทำให้อายทำให้ทุกข์ทรมานจนตายบ้างก็ตายด้วยน้ำมือของม๊อบบ้างก็ทนไม่ไหวฆ่าตัวตายไปก็เยอะทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นในปี1966

การกระทำของเรดการ์ดได้รับการอนุญาตและการสนับสนุนโดยอำนาจรัฐอย่างไม่มีข้อสงสัเพราะว่าได้มีคำสั่งที่ออกมาอย่างชัดเจนออกมาว่าห้ามตำรวจ ทหาร ขัดขวางกิจกรรมของเรดการ์ด เรดการ์ดจะทำอะไรก็ได้เรียกได้ว่าพังพินาศไปโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ได้มีข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อยคือสถานที่และบุคคลบางที่ที่มีการส่งทหารตำรวจไปเฝ้าเช่น พระราชวังต้องห้าม หรืออาจจะเป็นบ้านของมาดามซุนยัตเซนเป็นต้น

หลังจากที่ครูอาจารย์ได้โดนลากออกมาทรมานกลางถนนจนจะหมดประเทศอยู่แล้วเรดการ์ดหันพลังการทำลายล้างไปที่คนที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูทางการเมืองของเหมาเจ๋อตง

ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเริ่มต้นที่หลิวเส้าฉีและเติ้งเสี่ยวผิงผู้นำรัฐบาลที่พยายามปรับปรุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศอยู่นั่นเองและยังจำบทความเรื่องถล่มศูนย์บัญชาการได้อยู่ใช่ไหมนั่นแหละทุกคนรู้แฟนคลับรู้ว่าศูนยบัญชาการที่ว่านี่คือ หลิวเส้าฉีและเติ้งเสี่ยวผิง นี่แหละ 

หลิวเส้าฉีและเติ้งเสี่ยวผิงก็โดนลากออกมาตบตีด่าทอถุยน้ำลายใส่กลางเมืองกลางถนนเหมือนคนอื่นๆ หลิวเส้าฉีได้ตายในคุกส่วนเติ้งเสี่ยวผิงได้ถูกส่งไปใช้แรงงานหนักลูกชายได้ถูกโยนลงมาจากตึกจนเป็นอัมพาตครึ่งตัว

แม้กระทั่งบิดาของนาย สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันซึ่งก็ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคก็ได้ถูงส่งไปใช้แรงงานหนักเช่นกันจนพี่สาวของนายสีทนไม่ได้ได้ฆ่าตัวตายไปเหมือนกับคนที่ถูกPurge เป็นจำนวนมาก

ตั้งแต่Red Guard Summerในปี1966จนถึง1967ประมาณ1ปีเต็มๆที่มีความรุนแรงอย่างน่าสะพรึงกลัวมากๆทั้งที่ไม่เคยเกิดขึนมาก่อนเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  bk8

หลุมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด

สำหรับการค้นพบหลุมศพของ เซิง เฮ่า ยี่ มันไม่ได้ค้นพบแค่หลุมศพหรือว่าห้องต่างๆหรือสิ่งของอะไรก็แล้วแต่ที่เขาได้เตรียมเอาไว้ให้ในชีวิตหลังความตายแต่ตามหลักข้อมูลแล้วเขาได้บอกเอาไว้เขาได้มีการค้นพบโครงกระดูกของผู้หญิงถึง8คนได้ถูกฝังเอาไว้อยู่ในนั้นอีกด้วย

ซึ่งตรงนี้เราเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะคิดแบบเราและความคิดของเขามันก็ดันไปตรงกับความคิดของนักประวัติศาสตร์ในหลายๆคนนั่นก็คือโครงกระดูกผู้หญิงทั้ง8คนนี้คือนางบำเรอที่ได้ถูกบังคับให้ตายเพื่อที่จะได้ไปรับใช้เจ้านายในปรดลนั่นเอง

ตรงจุดนี้ได้เป็นความคิดของเซิงเฮ่ายี่ที่จิ๋นซีฮ่องเต้ได้นำเอาแนวคิดมาปรับใช้และมาเป็นพระราชวงศ์ของตัวเองและในช่วงเวลาต่อมาก็ได้มีการก่อสร้างขึ้นแต่ในช่วงเวลาในการก่อสร้างตรงนั้นต้องเข้าใจเลยว่ายุคสมัยนั้นมันไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนอย่างในยุคปัจจุบันที่จะสามารถสร้างตึกหรือสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งต่างๆได้ไวและสะดวกสบาย

โดยที่ไม่ต้องเสียแรงและเสียกำลังพลจนมากเกินไป

ดังนั้นในการที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งใหญ่ๆขึ้นมาชิ้นหนึ่งเขาจะต้องใช้จำนวนคนเป็นอย่างมากเขาได้คาดกันว่านการสร้างอนุสรณ์สถานตรงนี้จะใช้จำนวนคนไม่ต่ำกว่า1แสนคน และจะใช้เวลาสร้างไม่ต่ำกว่า10ปีเลย

เนื่องจากตรงจุดนี้จากการคาดเดาและบวกกับสิ่งที่ได้เห็นบันทึกในโบราณของจีนเขาได้อธิบายถึงสิ่งต่างๆภายในอนุสรณ์สถานว่าพื้นที่โลงศพทั้งหมดมีประมาณ6,000เอเคอร์-24.28ตารางกิโลเมตรภายในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้เพดานด้านบนถูกประดับไปด้วยดาวมากมายบนพื้นมีหนองน้ำมีมหาสมุทรและมีแผ่นดินที่เป็นแผ่นดินหลังความตายขององค์จักรพรรดิ

โดยตรงกลางนั้นจะเป็นพระราชวังศ์จำลองขององค์จักรพรรดิที่ทำขึ้นมาจากทองและได้มีชุดแต่งกายข้าวของเครื่องใช้ที่ได้ทำจากสำริดและรวมไปถึงรูปปั่นทหารรับใช้ที่ได้ล้อมรอบอยู่เต็มพระราชวงศ์ด้วย

นอกจากนี้รูปปั่นของทหารที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้มมันก็เป็นอีกหนึ่ง ผลงานชิ้นเอกที่คนทั่งโลกได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับหลุมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้มากเพราะว่าจากหลักฐานที่ได้มีการค้นพบแล้วน่าตาของรูปปั่นทหารแต่ละคนมีน่าตาและลักษณะเอกลักษณ์ต่างๆไม่เหมือนกันสักตัวบางรูปปั่นมีหนวดบางรูปปั่นไม่มีบางรูปปั่นตาโต

ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันทุกตัวนี้นักโบราณคดีเขาเลยตั้งคำถามขึ้นมาว่าคนจีนสมัยก่อนเขาทำกันได้อย่างไรตรงจุดนี้ในตอนแรกเขาได้มีความคิดว่าในกรณีของรูปปั่นตรงนี้อาจจะเป็นลักษณะเดียวกันที่เซิงเฮ่ายี่บังคับให้ผุ้หญิงมาเสียชีวิตเพื่อไปรับใช้เขาในปรโลกหรือเปล่าตรงนี้มันได้มีมูลเหตุที่เป็นไปได้และตามข้อมูลเขาได้บอกเอาไว้ว่าในตอนแรกได้มีการสังหารทหารจริงๆเพื่อไปรับใช้เจ้านายในปรโลกแต่ด้วยความต้องการที่อยากได้ทหารเป็นจำนวนมากมารับใช้ตัวเองในปรโลกมันมีอยู่มหาสารจะให้เขานำทหารหลักหมื่นหลักแสนคนมาฆ่าแล้วก็ฝังไปพร้อมกับองค์จักรพรรดิมันก็คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะถ้าเกิดว่าได้ทำแบบนั้นขึ้นมามันก็คือการสังหารหมู่ดีๆนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทาง เข้า dewabet

การผ่อนคลายด้วยเสียงเพลง

สำหรับการเครียดของคนเรานั้น ก็คือการเกิดสภาวะของร่างกายหรือระบบฮอร์โมนของร่างกายของเราได้เกิดการผิดปกติขึ้น และเมื่อหากเกิดอาการการตอบสนองเกี่วกับความเครียดที่เกิดขึ้นกับเราแล้วก็จะเป็นการส่งผลทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) โดยจะเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่าปกตินั่นเอง

โดยจะเห็นได้ว่าเจ้าฮอร์โมนเหล่านี้จะทำปฏิกิริยาต่อสภาพร่างกาย ส่งผลให้เกิดการผิดปกติขึ้นในระบบต่างๆของร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามที่ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นมันยังจะส่งผลให้สภาพจิตใจของเราแย่ลงอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าอาจจะเกิดการแก้ปัญหาได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรืออาจจะทำให้หงุดหงิดมากขึ้นได้

การรักษาด้วยดนตรีบำบัดความเครียด

สำหรับวิธีการที่เรานั้นได้นำดนตรีมาเพื่อเป็นการบำบัดความเครียดถือได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและวิธีเหล่านี้ยังเป็นการนำมาใช้กันเมื่อนานมาแล้วอีกด้วย การถูกกระตุ้นด้วยเสียงดนตรีต่างๆนั้นมันจะเข้าไปช่วยในเรื่องของการกระตุ้นระบบประสาทให้แก่เราได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นระบบประสาทจะทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการผ่อนคลาดตามมาหลังจากที่เรานั้นได้ยินเสียงดนตรี

คุณทราบหรือไม่ว่าเสียงดนตรีนั้นสามารถบ่งบอกอารมณ์และความรู้หรือเป็นการสื่อสารสิ่งต่างแก่ผู้ฟังได้ สำหรับการบำบัดจะต้องใช้เสียงดนตรีที่มีจังหวะของมันเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นการระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับทำนองหรือจังหวะ แต่มันจะเน้นในเรื่องของควาชอบส่วนตัวของผู้ที่ถูกบำบัดนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นเพลงประเภท ป็อป ร็อค คลาสิคและอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการรักษาความเครียดได้แทบทั้งสิ้น แต่ก็ยังเป็นการช่วยในเรื่องของการบำบัดอยู่ดี ดังนั้นหากผู้ที่บำบัดใช้อารมณ์ร่วมโดยแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการร้องตามหรือเต้นก็ถือได้ว่าเป็นการบำบัดทั้งสิ้น

อันที่จริงการบำบัดตนเองด้วยเสียงดนตรีนั้นท่านสามารถที่จะทำด้วยตนเองได้ แต่มันจะต้องหาเนื้อเพลงหรือจังหวะที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะรู้สึกแย่ขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง แต่หากว่าท่านใดที่มีความเครียดที่สะสมรุนแรงก็จำเป็นที่จะต้องพบแพทย์เพื่อเป็นการบำบัดอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ก่อให้เกิดการบานปลายอันรุนแรง

สาเหตุของการเกิดความเครียด

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดโดยตรงนั้นก็คือ การเจอเรื่องที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง หรือการเจอสภาวะที่กระทบต่อจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการผิดหวัง การผิดพลาด หรือแม้แต่ความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางใจ อันอาจจะเกิดกับการทำงานหรือสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวของเราเอง ซึ่งนั้นจึงก่อให้เกิดความเครียดที่บานปลายด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

ภาพวาด Starry Nigth

เป็นภาพที่ถูกสร้างสรรค์โดนจิตรการที่มีชื่อว่า Vincent Van Gogh ชื่อนี้อาจจะไม่ได้คุ้นหูสำหรับคนไทยมากนักแต่ถ้าหากพูดถึงชื่อว่า Van Gogh นั้นเชื่อว่าหลายคนในไทยจะต้องรู้จักและชวนให้นึกถึงผลงานของเขาได้อย่างแน่นอน ซึ่งผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้นั้นเนผลงานที่ให้ความรู้สึกที่มีความแตกต่างออกไปจากผลงานศิลปะภาพวาดอื่นๆอย่างมาก

เพราะภาพวาดที่มีเอกลักษณ์และเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ออกมาได้ไม่เหมือนใคร และได้ได้รับคำชมจากนักชื่นชมผลงานทางด้านศิลปะด้วยว่า ผลงานเช่นนี้แหละที่เป็นผลงานที่สามารถสร้างพลังงานอันยิ่งใหญ่ให้กับผู้ชมได้

ผลงานที่ถูกพูดถึงและเป็นผลงานที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวนั้น ก็ได้แก่ผลงานอย่างภาพวาด Starry Nigth ที่มีการสร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมาในช่วงปี 1889 ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ Van Gogh ได้ถูกส่งเข้าไปรักษาและบำบัดอาการทางจิตและในช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่เป็นจุดที่ต่ำสุดและย่ำแย่ที่สุดของชีวิตเขาแต่ในขณะที่เขาได้อยู่ในสถานบำบัดเขาได้มีการสร้างสร้างผลงาน Starry Nigth ขึ้นมา

และไม่มีใครรู้เบยว่าในภาพวาดนั้นมรสิ่งที่ซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้ภาพด้วยสิ่งที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้ภาพนั้นเป็นสิ่งที่เป็นความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่มาก

จนกระทั่งเวลาผ่านไปและ Van Gogh นั้นได้เสียชีวิตไปแล้วความลับที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ภาพนั้นจึงได้รับการค้นพบและได้มีการเปิดเผยในช่วงปี 1940 โดยมีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้มีการนำภาพวาด Starry Nigth นั้นไปวิเคราะห์อย่างละเอียดและบอกว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่เป็นทฤษฎีของควอนตั้มนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่าที่คนคนหนึ่งจะสามารถอธิบายออกมาให้เห็นเป็นภาพได้ง่ายๆ แต่ในภาพ Starry Nigth ภาพนี้นั้นเป็นสิ่งที่ Van Gogh ได้มีการถ่ายทอดความหมายของสิ่งที่เป็นความปั่นปั่นในทฤษฎีควอนตั้มนั้นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นสิ่งที่สวยงาม

นอกจากภาพ Starry Nigth ภาพนี้ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกนี้นั้น ก็ยังมีภาพวาดอื่นๆ ของ Van Gogh ได้มีการสร้างสรรค์ในช่วงที่เขานั้นได้อาศับอยู่ในโรงพยาบาบเพื่อรักษาอาการป่วยทางจิตของเขา ก็มีลักษณะภาพวาดที่คล้ายคลึงกันทั้งสิ้น และได้มีการทำวิจัยและต่างก็เชื่อกันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นที่เขาได้รับการเข้ารักษาอาการทางจิต ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่สภาพจิตใจของเขาเปลี่ยนแปลงไป

และผิดปกติทางด้านจิตใจอย่างจริงจังทำให้เขานั้นสามารถที่จะมองเห็นสภาวะที่เขานั้นถ่ายทอดออกมาได้โดยผ่านดวงตาและผ่านความคิดของเขาและเป้นสิ่งที่เขานั้นนำมาสร้างสรรค์เพื่อถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้รับรู้ด้วย

โดยภาพวาดของ Van Gogh นั้นถูกวาดขึ้นก่อนที่จะมีนักวิทยาศาสตร์คนใดที่จะสามารถอธิบายการไหนเวียนของทฤษฏีควอนตั้มได้ด้วย ถือว่าผลงานของ Van Gogh นั้นจึงเป็นสิ่งที่ช่วยไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์ได้อีกหนึ่งอย่างด้วยนั่นเอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  โปรโมชั่น alpha88

ตำนานเทพเจ้าด้ายแดง 

หมู่บ้านไหนดีที่ประเทศจีนได้มีชาวเหนือคนหนึ่งมีชื่อว่า  เหวยกู เรานั้นเป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตารูปหล่อเป็นที่ชื่นชอบของสาวสาวทั้งหลาย ที่อยู่บนนั้นในช่วงเวลาตอนเช้านั้นได้เดินทางมาดูของในตลาดว่ามีอะไรขายบ้างโดยหลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจว่าเขานั้นจะกลับไปที่บ้านแล้วเพราะไม่มีอะไรที่เขาสนใจเลยในระหว่างที่เขากำลังจะเดินกลับบ้านเขาเห็นกับตาเฒ่าคนนึง

ซึ่งเขานั้นกำลังอ่านหนังสืออยู่โดยตาเฒ่านั้นตั้งใจอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก ด้วยความสงสัยว่าหนังสือนั้นคือหนังสืออะไรเหวยกูจึงได้เดินทางเข้าไปถามใกล้ๆ โดยเมื่อเขาถามว่าตาเฒ่ากำลังอ่านหนังสืออะไรตาเฒ่าคนนั้นก็ได้ตอบเลยว่าเขานั้นกำลังอ่านหนังสือเรื่องของคู่รักที่มีอยู่ทั่วโลกด้วยความสงสัยเขาจะถามต่อไปว่าตรงที่มีขนาดใหญ่อยู่ด้านข้างของตาเฒ่ามีอะไรอยู่ข้างในตาเฒ่าก็ตอบว่าในนั้นมีด้ายสีแดง

ซึ่งมีไว้เพื่อปลูกนิ้วก้อยของคนสองคนคือชายและหญิงเมื่อผูกด้ายแดงใส่นิ้วก้อยของกันและกันแล้วทั้งสองก็จะได้เจอกันแล้วก็รักกันแต่เหวยกูไม่เชื่อว่าชายแก่นั้นทำได้จริงแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรและเราจะเก็บไว้ในใจทันใดนั้นชายแก่ก็บอกลาเขาแล้วรีบออกไปซึ่งเขานั้นก็รีบวิ่งตามไปแล้วเขาก็เห็นว่าชายแก่นั้นเดินไปที่หญิงสาวตาบอดกำลังอุ้มเด็กสาวที่หน้าตาน่ารักโดตาเฒ่าได้บอกว่าเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาวตาบอดจะเป็นภรรยาในอนาคตของเหวยกู

ยังไม่ทันที่เหวยกูเฉลยปากถามต่ออยู่ๆตาเฒ่าคนนั้นก็ได้หายตัวไปต่อหน้าต่อตาของเขา แต่เมื่อเขากลับบ้านไปนั้นเขาก็ไม่เชื่อว่าเด็กจนๆจะมาเป็นภรรยาของเขาเขาจึงสั่งให้ทหารคนสนิทไปทำการฆ่าเด็กคนนั้นแต่ทหารคนสนิทนั้นไม่ฆ่าเด็กคนนั้นเพราะว่าเขานั้นสงสารเด็กสาวที่อายุเพียงอย่างน้อยอาจจะต้องตายเขาจึงทำเป็นว่าเขานั้นแทงเด็กสาวไปแล้วและเอาไปบอกกับเจ้านายว่าเขาแทงไปแล้วแต่เอาจริงๆแล้วนั้น

เขายังไม่ได้แทงเด็กสาว 16 ปีต่อมาเหวยกู ได้กลายเป็นขุนนางที่มียศสูงศักดิ์ในพระราชวัง โดยเขานั้นก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีหน้าตาที่สามงดงามเป็นลูกสาวของขุนนางโดยครอบครัวของเธอนั้นมีความร่ำรวยที่ 1 ของเมืองเลยทีเดียวเขานั้นรักภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก

เพราะเธอนั้นเป็นคนที่น่ารักและใจดีทำทุกอย่างดีไปทุกอย่างมีอยู่คนนึงที่เขาเห็นแผลเป็นที่คิ้วของเธอเขาถึงทำกับพ่อภรรยาว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมภรรยาของเขานั้นจะมีแผลเป็น พ่อของภรรยาก็พูดว่าอยู่ๆก็มีทหารคนหนึ่งวิ่งมาอยู่ๆเ อามีดเกือบจะโดนนางแต่โชคดีที่เขานั้นพลาดไปนางจึงได้เพียงแค่รอยแผลนิดเดียวเท่านั้น

เมื่อได้ยินดังนั้นสุดท้ายเหวยกูก็ได้สารภาพทุกอย่างที่เขาเคยทำเมื่อ 16 ปีก่อนเมื่อภรรยาของเขาได้ยินภรรยาของเขาก็โกรธเป็นอย่างมากที่รู้ว่าเขาคือคนที่ทำให้นางต้องเกือบตายแต่สุดท้ายนางก็หายโกรธเขาและพูดเพียงแค่ว่าห้ามทำอย่างนั้นกับใครอีกและนางก็หายโกรธเขา หลังจากนั้นเหวยกูก็ไปเล่าเรื่องนี้ให้กับทุกคนฟังและทุกคนก็รู้จักท่านกันในนามว่า ผู้เฒ่าจันทรา

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

ตำนานค่ายลูกเสือ จังหวัดระยอง

เราต้องบอกก่อนเลยว่าตำนานค่ายลูกเสือที่จังหวัดระยองเราเป็นคนหนึ่งที่เคยได้ยินเรื่องนี้มาพอสมควรว่า ตำนานที่ค่ายลูกเสือแห่งนี้เป็นตำนานค่ายลูกเสือที่ค่อนข้างที่จะเฮี้ยนมากมีคนเคยเข้าไปรองดีบางคนก็โดนผีสิงจนเสียสติบางคนพบเจอคนใส่ชุดลูกเสือเดินออกมาให้ได้เห็นก็มีอยู่เช่นกันหรือหนักที่สุดเลยถึงขั้นที่ว่าเคยมีเด็กคนหนึ่งที่มาเข้าค่ายลูกเสือในที่แห่งนี้ถูกชักชวนโดนลูกเสือปริศนาท่านหนึ่งเข้าไปผูกคอตายในป่าก็มีมาแล้วเหมือนกันเรื่องนี้มันค่อนข้างที่จะน่าสนใจเป็นอย่างมาก

สำหรับตำนานค่าลูกเสือในประเทศไทยจริงๆมันมีอยู่หลายที่หลายตำนานมาก ซึ่งแต่ละที่นั้นมันก็จะมีตำนานที่แตกต่างกันออกไปแต่ตำนานเหล่านั้นนี่ส่วนใหญ่มันจะอยู่ในรูปแบบของการไปลบหลู่เจ้าที่การไปลองของกับเจ้าป่าเจ้าเขาซึ่งแต่ละคนที่ได้เข้าไปลองของในค่ายลูกเสือที่อยู่ในป่าในเขาทุกคนก็ล้วนแต่เจอเหตุการณ์ที่ประหลาดๆแตกต่างกันไปหมดเลยแต่เราอยากจะบอกว่ามันจะมีค่ายลูกเสือที่โด่งดังมากที่สุดในประเทศไทยและเขายังบอกอีกว่าสถานที่แห่งนี้เฮี้ยนมากที่สุดแล้วในประเทศมีคนเข้าไปลองของและได้เจอของดีถึงขั้นที่ว่าบุคคลนั้นไม่สามารถที่จะออกจากสถานที่แห่งนั้นได้เลย

โดยค่ายลูกเสือที่เราได้พูดถึงตรงนั้นนั่นก็คือค่ายลูกเสือที่จังหวัดระยองนั่นเองซึ่งข้อมูลตรงส่วนนี้เขายังได้บอกเอาไว้ว่าค่ายลูกเสือที่จังหวัดระยองแห่งนี้ได้เริ่มต้นสร้างขึ้นในปี2505และแล้วเสร็จในปี2517 โดยลายละเอียดต่างๆนั้นมันก็จะเหมือนกับค่ายลูกเสือทั่วๆไปเลยมีตึกเอาไว้นอนมีศาลาที่เอาไว้ใช้ทำกิจกรรมและก็มีห้องน้ำที่เอาไว้ใช้อื่นๆต่างๆนานามากมายที่มันควรจะมีอยู่ในค่ายลูกเสือแต่ทีนี้มันจะมีอยู่สองอย่างที่มันได้มีความแตกต่างไปจากสถานที่อื่นๆนั่นก็คือ

ค่ายลูกเสือแห่งนี้มันจะมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ได้อยู่ใจกลางค่ายลูกเสือและจะมีรูปปั้นลูกเสือชูสามนิ้วตั้งสง่าอยู่ที่ด้านหน้าค่ายซึ่งมันได้เป็นลัญลักษณ์ของค่ายลูกเสือแห่งนี้นี่เองและตรงนี้มันก็ยังได้เป็นประวัติโดยคร่าวๆที่เกี่ยวกับค่ายลูกเสือแห่งนี้

ซึ่งข้อมูลตรงจุดนี้เขายังได้บอกอีกว่าหลังจากที่ได้มีการสร้างเสร็จได้เพียงแค่ไม่นานมันก็เริ่มจะมีข่าวลืออกมาแปลกๆเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของได้มีเด็กเข้ามาเข้าค่ายในสถานที่แห่งนี้และได้มีการพลัดตกลงไปในบ่อน้ำแห่งนั้นและได้มีการเสียชีวิตแแต่การเสียชีวิตในครั้งนี้มันแปลกตรงที่ว่ามันไม่มีใครที่จะพบเจอศพเด็กคนนี้จากที่บ่อน้ำแห่งนี้เลย

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

สงครามทหารไทยรุกเข้ายึดตีเชียงตุง

เมื่อวันที่25มกราคม 2485 ประเทศไทยได้ประกาศสงครามกับพันธมิตร โดยอังกฤษก็รีบประกาศสงครามตอบกลับอย่างทันที โดยในวันที่9มีนาคม พ.ศ.2485 ญี่ปุ่นได้ยึดกรุงย่างกุ้งได้เหล่าทหารอังกฤษได้ถอนตัวจากพม่าไปที่อินเดียต่อมา เมื่อวันที่13เมษายน  พ.ศ.2485 ซึ่งมันเป็นววันที่ตรงกับวันสงกรานต์ได้มีเครื่องบินทิ้งระเบิดของญี่ปุ่นแบบมิตซูบิชิจี32mนากาจีม่าจำนวน21ลำเดินทางจากสนามบินลำปางไปทำการทิ้งระเบิดเข้าโจมตีที่เมืองเชียงตุงอย่างรุนแรง ส่งผลทำให้มีผู้บาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

พลตรีอากาศฟื้นในสถานะผู้บัญชาการบินใหญ่ถมพายัพจึงได้ตำนิผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นว่าวันนี้ได้เป็นวันสงกรานต์และเป็นวันทำบุญตามประเพณีของคนในผู้ภูมิภาคนี้จึงไม่สมควรทำการปฏิบัติการดังกล่าวผู้บัญชาการทางทหารญี่ปุ่นจึงสั่งให้หยุดการปฏิบัติการและได้กล่าวคำขอโทษในวันรุ่งขึ้นผู้บัญชาการใหญ่ถมพายัพและผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นได้เดินทางไปสักการะศาลเจ้าพ่อประตูผารวมทั้งกล่าวขอขมาลาโทษในการปฏิบัติการอันโหดร้ายทารุนต่อชาวเชียงตุงโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อน

ในวันที่9พฤษภาคม พ.ศ.2485ทหารไทยได้รุนข้ามชายแดนไทยพม่าและเข้าบุกอย่างต่อเนื่องไปจนถึงเมือง12ปันนาของจีนเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หน้าภาคภูมิใจในความเก่งของทหารไทยที่ไม่ค่อยมีใครที่จะพูดถึง

เริ่มต้นทหารช่างต้องตัดถนนอย่างยากลำบากหากใครเคยไปแม่ฮ่องสอนเชียงรายก็น่าจะทราบถึงภูมิประเทศกันเป็นอย่างดีภูเขาภาคเหนือสูงแค่ไหนเทือกเขาในพม่าจึงมีสูงกว่าสองถึงสามเท่าตัวเส้นทางที่ทหารช่างไทยทำเอาไว้ได้กลายมาเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางจากท่าขี้เหล็กไปถึงเมืองลาวจนถึงทุกวันนี้ในช่วงนั้นยังไม่สามารถใช้รถในการลำเรียงได้เพราะเป็นโร่มโคนมากต้องใช้ม้าวัวควายในการลำเรียงแต่วัวควายกับติดโร่มจึงล่มตายไปเป็นจำนวนมากเลยต้องมาใช้ช้างลำเรียง

ตลอดเวลาที่ทหารไทยรุนเข้าไปต้องพบการต่อต้านจากทหารจีนอย่างหนักเราได้รุกผ่านท่าขี้เหล็กไปจนถึงเชียงตุงนครเชียงตุงได้ตั้งอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาสูงมีถนนเข้าไปได้เพียงเส้นเดียวที่มาจากแม่สายอังกฤษจึงสร้างปราการแข็งแกร่งติดอาวุธหนักเอาไว้บนดอยเหมยคุมเส้นทางยุธศาสตร์สายนี้และใช้เป็นที่ตากอากาศของคนอังกฤษด้วยทั้งคุยว่าไม่มีกองทัพใดจะผ่านปราการที่แข็งแกร่งตรงนี้ไปได้

ฉะนั้นที่กองพลที่3จะเคลื่อนไปถึงประเทศไทยจึงได้ส่งฝูงบิน10เครื่องเข้าไปถล่มปราการบนดอยเหยมเสียก่อนเมื่อในวันที่17พฤษภาคม จึงทำให้บางส่วนถูกทำลายทหารจีนขวัญกระจายกองทัพพลที่3แบ่งกองกำลังส่วนหนึ่งได้อ้อมไปด้านหลังกำหนดโจมตีพร้อมกันสองด้านแต่การที่จะนำปืนใหญ่ขึ้นไปเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากเพราะเส้นทางสูงชันจึงทำให้ม้าไม่มีกำลังที่จะลากขึ้นไป

 

สนับสนุนโดย  entaplay th

ชาร์ลสที่10ได้สละราชบัลลังก์หลังถูกการปฏิวัติฝรั่งเศส

เหตุการณ์โค่นล้มกษัตริย์ชาร์ลสที่10ได้ถูกเรียกว่าJuly Revolution หรือการปฏิวัติเดือนกรกฎาคมได้มีภาพวาดที่โด่งดังมากภาพหนึ่ง ซึ่งมันก็ได้เข้าใจผิดกันอยู่เรื่อยๆว่ามันคือภาพที่ถูกวาดขึ้นในการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี1789ภาพนี้ถูกวาดขึ้นในปี1830โดย Eugene Delacroixเป็นภาพที่ชื่อว่าLiberty Guiding the Peopleก็คือเสรีภาพกำลังนำประชาชนในการต่อสู้ภาพนี้ดังมากมีขนาดใหญ่มากเลย

คือมีความกว้างประมาณ3เมตรความสูง2.5เมตรเลยทีเดียว ปัจจุบันก็อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่กรุงปารีสหากใครได้ไปก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมกันหลังจาก ชาร์ลสที่10ได้สละราชบัลลังก์ไปแล้วทางสภาก็ตกลงเชิญ หลุยส์ ฟิลลีปที่1เชิญมาขึ้นครองราชย์ หลุยส์ ฟิลลีปได้เป็นเจ้าชายจากอีกสายหนึ่งของราชวงศ์ก็คือท่านไม่ได้มาจากบ้านบูร์บองแต่มาจากบ้านออร์ลีนส์คือมันได้เป็นการเปลี่ยนสายการสืบราชสมบัติไปเลย กษัตริย์ หลุยส์ ฟิลลีปได้เป้นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นและได้มีความเชื่อทางการเมืองเอนเอียงไปในทางเสรีนิยม

และยังได้เป็นทหารร่วมรบในช่วงสาธารณะรัฐที่1ภายใต้การปกครองของสภาประชาชนด้วย กษัตริย์ หลุยส์ ฟิลลีปที่1ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ของประชาชนและต่อมาก็ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์นักธุรกิจทรงเริ่มต้นรัชสมัยด้วยการแสดงความเป็นพวกเดียวกับประชาชน โดยได้เปลี่ยนตำแหน่งจาก King of France ก็คือกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสเป็น King of The French ก็คือกษัตริย์แห่งชาวฝรั่งเศส

ซึ่งมันได้ทำให้กษัตริย์ในราชวงศ์อื่นๆในยุโรป โดยเฉพาะพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่1แห่งรัสเซีย ทรงไม่พอใจเป็นอันมากถึงกับตัดเพื่อนกันเลย หลุยส์ ฟิลลีป ตัดพิธีกรรมและความเว่อร์วังต่างๆที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์มาแต่เก่าก่อนได้สร้างความชื่นชมแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

ในต้นรัชสมัยนอกจากนี้ก็ยังได้ทรงสนับสนุนการค้าและนักธุรกิจขนาดกลางต่างๆทรงชื่นชอบพ่อค้าแต่ไม่ค่อยโปรดนักอุตสาหกรรมเท่าไหร่อย่างไรก็ตามทรงเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเช่นกันทรงรวยมากผิดกับตอนหนุ่มๆที่ต้องเร่ร่อนไปในยุโรปเพราะการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ทรงยากจมมากหาเลี้ยงชีพ โดยการเป็นครูสอนโรงเรียนประจำและพี่สาวของพระองค์ก็ต้องรับจ้างเย็บผ้าอย่างไรก็ตาม

แม้ว่ามีภาพเป็นกษัตริย์ติดดินแต่รัฐบาลของพระองค์ก็มีความเอนเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้นเรื่อยๆในความเหลื่อมล้ำระหว่างนายทุนกับประชาชนผู้ใช้แรงงานถ่างออกกว้างขึ้นเรื่อยๆและภัยธรรมชาติก็ได้ทำให้ราคาของอาหารและค่าครองชีพสูงขึ้น นอกจากภัยธรรมชาติก็ยังมีโรหิวาต์ ซึ่งระบาดหนักในกรุงปารีสและระบาดหนักเป็นพิเศษในชุมชนคนจนและคนชั้นล่าง โดยมีผู้เสียชีวิตเฉพาะในปารีสเกือบ2หมื่นคนและกว่า1แสนคนทั่วประเทศ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  entaplay ดี ไหม