ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศ

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศ

ประวัติศาสตร์โลกในกัมพูชาที่มีคนตายเกือบครึ่งประเทศเป็นฝีมือของสองนักศึกษา

ปัจจุบันถ้าเอิญถึงทุ่งสังหาร หากแต่ทุ่งสังหารนั้นเป็นเรื่องจริงที่ชาวเขรมได้ตายลงเป้นจำนวนหลายจุดหลายตำแหน่งบนแผ่นดินเขรมหรือกัมพูชาจำนวนศพที่ได้หากันตายไปทั่วทุ่งสังหารนั้นหลายต่อหลายจุดกระจายไปทั่วกัมพูชานั้นมียอดรวมสูงมากมายเป็นประวัติการถึงกว่า2,000,000และเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์สังหารโหดเหลือเชื่อที่ได้เกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษย์จริงๆในช่วงปีคริสตศักราช1975ถึงปีคริสตศักราช1979โดยที่ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของการกระทำของเขรมแดงผู้ที่ทำการสังหารโหดนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นผู้นำของเขนรมแดงทั้งสิ้นแต่ผู้ที่มีอำนาจสั่งการสังหารอย่างแท้จริงนั้นก็คือ พล พต

 

  ซึ่งรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในช่วงของปีดังกล่าวส่วนผู้ที่รู้เห็นและทำหน้าที่เป็นหัวหน้าใหญ่หรือประธานใหญ่ในเขรมแดงในเวลานั้นก็คือเขียวสัมพันซึ่งไม่อาจปฏิเสธการู้เห็นความตายของชาวเขรมผู้บริสุทธิ์ถึง3,000,000คนไปได้เป็นเรื่องที่หน้าเศร้าใจที่เห็นตัวเลขระดับล้างเผ่าพันธุ์ไปอย่างมากมายถึงระดับล้านเช่นนั้น

 

แต่ยิ่งหน้ารันทศเข้าไปอีกเมื่อรับรู้ว่าเวลาดั่งกล่าวนั้นมีประชาชนชาวกัมพูชทั้งประเทศในราว9,000,000คนเท่านั้นเมื่อนับจำนวนผู้ตายที่มีมากมายกว่า2,000,000คนเอาไปเปรียบเทียบทำให้โลกหดหู่เมื่อรับรู้ว่าความตายจากน้ำมือเขรมนั้นแถบจะทำให้คนมากมายราวเกือบครึ่งประเทศต้องสิ้นรมในช่วงเวลาเพียงแค่4ปีที่เขรมแดงมีอำนาจครองประเทศเท่านั้นก่อนตายเกือบครึ่งประเทศนั้นมูลเหตุสำคัญมาจากนักเรียนนอกสองคนในช่วงศตวรรษที่50นั้นเขียวสำพันธุ์เป็นหนุ่มเขรมที่ได้ทุนไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงปารีสของฝรั่งเศษและมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ พล พต   หนุ่มเขรมอีกคน

 

ซึ่งได้รับทุนการศึกษาทางด้านอีเล็กทอร์นิคในกรุงปารีสด้วยเช่นกันทั้งสองถูกชตากันตั้งแต่แรกและมีความเห็นสอดคล้องกันหลายต่อหลายเรื่องแต่เรื่องที่หน้าสนใจและสามารถพูดคุยกันได้นานๆก็คือเรื่องราวทางการเมืองยุคนั้นนักศึกษาเขรมที่อยู่ในฝรั่งเศษมักจะสนใจการเมืองที่เอียงมาทางซ้ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม หรือ เรื่องการปฏิรูปในสไตล์คอมนิสลวดแล้วเป็นของหวานที่แปลรูปด้วยความหวังให้นักศึกษาจากแดนไกลพากันใส่ใจมากที่สุด เขียวสำพันธุ์ กับ พล พต ก็ไม่ต่างอะไรจากนักศึกษาชาวกัมพูชารายอื่นๆ

 

พวกเขาสนใจเรื่องเหล่านี้มากโดยเฉพาะเขียวสำพันธุ์นั้นถึงกับปรับแต่งวิชานิติศาสตร์ที่เรียนมาให้มีทัศดีและการกระทำที่สามารถนำไปปรับใช้ในการปกครองกัมพูชาด้วยช้ำไปเขามีความหวังว่าถ้ามีโอกาสได้จัดระบบการปกครองประเทศเมื่อใดก็จะวางรูปแบบให้เป็นไปตามที่เขาวางแผน